ศัพท์ประกันรถ แบบง่ายๆ ที่เราผู้ใช้รถควรรู้!

โดย MoneyGuru, ในหมวดหมู่ "ประกันรถยนต์"

April 30, 2018


ศัพท์ประกันรถ
เราที่ใช้รถกันอยู่เป็นประจำย่อมคุ้นเคยกันดีกับประกันภัยรถยนต์ หรืออาจจะเรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับรถยนต์เลยก็ว่าได้ เพราะเราที่มีรถยนต์ก็คงจะมีการทำประกันภัยรถยนต์กันแทบทั้งนั้น แต่ถึงจะคุ้นเคยกันดีขนาดไหน ก็ใช่ว่าจะเข้าใจในสิ่งที่กรมธรรม์เขียนทั้งหมด เพราะว่าหากลองเปิดดูกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ที่เราทำไว้นั้น ก็จะพบว่ามีคำศัพท์ที่ยากๆ อยู่ด้วย ซึ่งบางคนนั้นที่ไม่ได้ศึกษารายละเอียดให้ดี ก็อาจจะเกิดการสับสนจนทำให้เข้าใจผิดหรืออาจจะไม่เข้าใจความหมายเลยก็เป็นได้ ซึ่งส่วนนี้หากปล่อยไว้หรือทึกทักเข้าใจไปเองก็อาจจะก่อให้เกิดความเสียหายกับเราได้
ด้วยเหตุนี้ MoneyGuru.co.th จึงจะมาแนะนำ ศัพท์ประกันรถ แบบง่ายๆ ที่เราผู้ใช้รถควรรู้! ให้ได้ทราบกัน เพื่อที่เราที่ทำประกันภัยรถยนต์ไว้หรือที่กำลังจะเลือกทำประกันภัยรถยนต์ได้ทราบกัน จะได้เข้าใจในตัวของประกันภัยรถยนต์มากขึ้นครับ

ศัพท์ประกันรถ แบบง่ายๆ ที่เราผู้ใช้รถควรรู้!

  • กรมธรรม์ (Policy)

    • หนังสือสัญญาข้อตกลงระหว่างผู้ทำประกัน กับ บริษัทประกัน โดยเอกสารนี้จะออกโดยผู้รับประกันภัย (The insurer) หรือบริษัทประกันนั่นเอง สำหรับใช้เป็นหลักฐานที่ระบุถึงสาระสำคัญของข้อตกลง เงื่อนไข และความคุ้มครองตามสัญญาประกันภัย ตัวอย่างรายละเอียดสาระสำคัญที่จะระบุไว้ ก็เช่น ประกันที่ทำเป็นประเภทอะไร? ทุนประกันเท่าไหร่? ค่าเบี้ยประกันเท่าไหร่? วันครบกำหนดสัญญาคือวันไหน? เป็นต้น และนอกจากที่เรายกตัวอย่างมานี่ก็ยังมีรายละเอียดสำคัญอื่นๆ ที่ระบุไว้ในกรมธรรม์อีกด้วย
  • ทุนประกัน ทุนเอาประกันภัย หรือ จำนวนเงินที่เอาประกันภัย (Sum Insured)

    • คือ จำนวนเงินสูงสุดที่ผู้รับประกันภัย (บริษัทประกันภัย) จะต้องชดใช้ เมื่อมีความเสียหายเกิดขึ้นตามที่ระบุไว้ในสัญญา (กรมธรรม์) โดยจำนวนเงินที่ผู้รับประกันภัย (บริษัทประกันภัย) ชดใช้ จะไม่เกินกว่าที่ระบุไว้ในสัญญา (กรมธรรม์)
  • เบี้ยประกันภัย (Premium)

    • จำนวนเงินที่เรา (ผู้เอาประกันภัย) จะต้องจ่ายชำระให้กับผู้รับประกันภัย (บริษัทประกันภัย) เพื่อเป็นค่าทำประกันภัย เนื่องจากสัญญาประกันภัยเป็นสัญญา ต่างตอบแทน
    • และกรณีที่เรา (ผู้เอาประกันภัย) ไม่ยอมจ่ายชำระค่าเบี้ยประกันภัยให้กับผู้รับประกันภัย (บริษัทประกันภัย) นั้น เมื่อเกิดความเสียหายขึ้น ผู้รับประกันภัย (บริษัทประกันภัย) ก็อาจจะปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้กับเราได้ จนกว่าเรา (ผู้เอาประกันภัย) จะจ่ายชำระค่าเบี้ยประกันภัยตามที่ได้ตกลงกันไว้
  • ผู้รับประกันภัย (The Insurer)

    • คู่สัญญาประกันภัย ซึ่งโดยทั่วไปก็คือ บริษัทประกันภัย นั่นเอง โดยการจะเป็นผู้รับประกันภัยได้นั้น จะต้องได้รับใบอนุญาตตามกฎหมายจากกรมการประกันภัยกระทรวงพาณิชย์ก่อนจึงจะสามารถดำเนินการได้ โดยผู้รับประกันภัยจะมีสิทธิในการรับเบี้ยประกันภัย และมีหน้าที่พิจารณารับประกันภัย รวมถึงชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเมื่อเกิดวินาศภัยขึ้น ตามที่ได้ระบุไว้ในสัญญา (กรมธรรม์) ในส่วนการชดใช้ก็เช่น ชดใช้เป็นเงินสด ซ่อมแซมสิ่งที่เสียหายให้อยู่ในสภาพเดิม หาของชิ้นใหม่มาแทนของที่เสียไป เป็นต้น
  • ผู้เอาประกันภัย (The Insured)

    • ผู้เอาประกันภัย หรือเข้าใจง่ายๆ ก็คือ เราที่ทำประกันภัยนั่นเอง ซึ่งถือว่าเราเป็นคู่สัญญาประกันภัยที่มีหน้าที่เปิดเผยข้อความจริงต่อผู้รับประกันภัย (บริษัทประกันภัย) รวมถึงมีหน้าที่ชำระเบี้ยประกันภัยอีกด้วย กรณีที่เรา (ผู้เอาประกันภัย) ชำระค่าเบี้ยประกันครบถ้วนตามสัญญา เมื่อเกิดความเสียหายขึ้นในส่วนที่เราทำประกันภัยไว้ เรา (ผู้เอาประกันภัย) ก็มีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน จากผู้รับประกันภัย (บริษัทประกันภัย) ได้ ตามความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงและต้องไม่เกินจากที่ระบุไว้ในสัญญา
  • วินาศภัย

    • คือ ความเสียหายใดๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งสามารถประมาณเป็นเงินได้ รวมถึงความสูญเสียในสิทธิ ผลประโยชน์ หรือ รายได้ อีกด้วย
  • ค่าสินไหมทดแทน (Claim Amount)

    • ค่าเสียหายจากความเสียหายที่เกิดขึ้นที่เรา (ผู้เอาประกันภัย) เรียกร้องให้ผู้รับประกันภัยชดใช้ โดยที่ความเสียหายที่เกิดขึ้น ต้องเป็นไปตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ และเป็นค่าเสียหายตามจริง
  • ผู้รับประโยชน์ (The Beneficiary)

    • ผู้รับประโยชน์ คือ บุคคลภายนอกสัญญาที่มีสิทธิเข้ารับค่าสินไหมทดแทน ซึ่งผู้รับประโยชน์อาจจะเป็นเรา (ผู้เอาประกันภัย) ก็ได้ แต่หากกรณีที่บุคคลอื่นเป็นผู้รับประโยชน์ เรา (ผู้เอาประกันภัย) ก็จะไม่มีสิทธิรับค่าสินไหมทดแทนอีก
  • หนังสือคุ้มครองชั่วคราว (COVERED- NOTE)

    • เอกสารที่บริษัทประกันภัย จะออกให้กับเรา (ผู้เอาประกันภัย) เพื่อหลักฐานในการตกลงให้ความคุ้มครองชั่วคราว และผลของความคุ้มครองจะสิ้นสุดลงเมื่อบริษัทประกันภัยออกกรมธรรม์ให้แล้ว หรือจนกว่าจะครบระยะเวลาคุ้มครองตามที่ระบุไว้เอกสาร รวมถึงกรณีบริษัทประกันภัยปฏิเสธการรับประกันภัย
  • โมฆียะ

    • กรณีที่เกิดความบกพร่องในการทำสัญญา เช่น ไม่ระบุความจริง เป็นต้น ซึ่งส่วนนี้จะมีผลให้สัญญานั้นไม่เกิดขึ้น และไม่สามารถนำมาใช้ได้นั่นเอง
  • การต่ออายุ (RENEWAL)

    • ในทุกกรมธรรม์นั้นจะมีกำหนดระยะเวลาการคุ้มครองไว้ด้วย โดยระยะเวลาก็จะประมาณ 1 ปี ซึ่งเมื่อครบกำหนดระยะเวลาแล้วเราก็ต้องทำการต่ออายุ เพื่อให้กรมธรรม์ยังให้ความคุ้มครองเราต่อไป
(ขอบคุณข้อมูลจาก : oic.or.th)
อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม : 5 วิธีเลือก ประกันรถยนต์ ให้โดนใจคนใช้งาน
อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม : ประเภทประกันภัยรถยนต์ สิ่งสำคัญที่คนมีรถต้องรู้!
สำหรับ ศัพท์ประกันรถ ที่เรานำมาเสนอในวันนี้ จะเป็นคำที่เราเจอกันบ่อยๆ ในตอนทำประกัน หวังว่าจะเป็นประโยชน์ให้กับพวกเราทุกคนได้เข้าใจในเรื่องของประกันภัยรถยนต์กันมากขึ้นนะครับ จะได้เลือกประกันภัยรถยนต์ที่เหมาะกับเราได้ง่ายขึ้นครับ
หากสนใจสอบถามข้อมูลหรือซื้อประกันภัยรถยนต์สามารถติดต่อ MoneyGuru ได้ที่เบอร์โทร 02-653-0020 วันจันทร์ ถึง วันศุกร์ เวลา 8:30 น. – 20:00 น. เรายินดีให้บริการครับ

เปรียบเทียบประกันรถยนต์

เปรียบเทียบข้อเสนอที่ดีที่สุดในเวลาเพียงหนึ่งนาที!

เพิ่มเพื่อน