8 ความเชื่อบัตรเครดิต ที่คนยังเข้าใจผิดกันอยู่

October 5, 2016


ความเชื่อบัตรเครดิต

ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีคนเป็นหนี้บัตรเครดิตเยอะมาก ซึ่งหากคุณเห็นตัวเลขของคนที่เป็นหนี้ คุณต้องตกใจแน่นอน เพราะมีคน Gen Y ถึง 53% ที่เป็นหนี้สินเชื่อบัตรเครดิต ส่วน Gen X ถึงแม้จะน้อยกว่าแต่ก็ไม่ได้น้อยกว่ากันมาก นั่นคือ 43% ด้วยกัน โดยมีอัตราที่เพิ่มขึ้นทุกวันด้วย และเมื่อเราพูดถึงบัตรเครดิต แน่นอนว่าวันนี้ MoneyGuru.co.th จะต้องมีเรื่องเกี่ยวกับบัตรเครดิตมาฝากอีกเช่นเคย ซึ่งวันนี้เราขอเสนอเรื่อง ความเชื่อบัตรเครดิต แบบผิด ๆ ที่คนส่วนใหญ่ยังคงเชื่อ และทำตามกันอยู่ จนทำให้ตัวเองเป็นหนี้เกินกว่าความสามารถในการชำระคืนได้

ความเชื่อที่ 1: จะใช้บัตรเครดิตให้เป็นหนี้ทำไม ในเมื่อใช้บัตรเดบิตก็ได้เหมือนกัน

แม้จะจริงที่การใช้บัตรเดบิตจะไม่ทำให้คุณจมอยู่ในทะเลหนี้แน่นอน แต่การไม่ใช้บัตรเครดิตอาจไม่ได้เป็นผลดีกับคุณเสมอไป เพราะคะแนนเครดิตนั้น เป็นสิ่งสำคัญมากที่จะถูกนำมาใช้ในการพิจารณาเงินกู้ต่าง ๆ จากทางธนาคาร ไม่ว่าจะเป็นการกู้ซื้อบ้าน กู้ซื้อรถ สินเชื่อเงินกู้ หรือแม้แต่บัตรเครดิตเองก็ตาม ซึ่งหากคุณมีประวัติเครดิตที่ไม่ดี หรือไม่มีประวัติเครดิตเลย การที่คุณจะขอกู้สินเชื่อต่าง ๆ ทางธนาคารอาจไม่อนุมัติให้กับคุณ เพราะถือว่าคุณไม่มีคะแนนเครดิต ไม่มีประวัติเครดิต ทำให้ธนาคารไม่ไว้วางใจว่าคุณจะเป็นลูกหนี้ที่ดี และมองว่ามีความเสี่ยงมากเกินไปที่จะปล่อยสินเชื่อให้กับผู้ที่ไม่มีประวัติใด ๆ มาก่อนเลยค่ะ 

บทความที่น่าสนใจ: ข้อดีของบัตรเครดิต ใช้ถูกวิธี มีแต่ได้

ความเชื่อที่ 2: ต้องมียอดคงค้างในบัตรเครดิตสิ คะแนนเครดิตจะได้ดี ๆ

ข้อนี้อาจจะเป็นความเข้าใจผิดเกี่ยวกับบัตรเครดิตของใครหลายคนเลยนะคะ ว่าคุณต้องมียอดคงค้างในบัตรเครดิต จึงจะทำให้คุณมีคะแนนเครดิตที่ดี ซึ่งมันเป็นความเชื่อที่ผิด 100% ค่ะ ทั้งนี้เว็บไซต์ CreditCards.com ให้ข้อมูลมาว่า คะแนนเครดิตที่ดีนั้น 35% คิดจากประวัติการชำระเงิน 30% คิดจากจำนวนวงเงินเครดิตที่คุณมี 15% คิดจากความยาวนานของประวัติเครดิตของคุณ 10% คิดจากบัญชีบัตรเครดิตใหม่ ๆ และ 10% คิดจากประวัติหนี้สินหลาย ๆ บัญชีของคุณ จะเห็นได้ชัดเจนว่า ไม่มีข้อไหนบอกเลยว่าคุณจะต้องจ่ายแค่เพียงขั้นต่ำเท่านั้น คะแนนเครดิตของคุณจึงจะดีขึ้น ดังนั้น หากเป็นไปได้ ควรชำระบิลบัตรเครดิตเต็มจำนวนจะดีที่สุดนะคะ นอกจากคุณจะไม่ต้องเสียดอกเบี้ยเลยแม้แต่บาทเดียว คะแนนเครดิตของคุณจะดีขึ้นเป็นอย่างมากอีกด้วยนะคะ แต่หากว่าคุณไม่มีความสามารถที่จะชำระบิลบัตรเครดิตเต็มจำนวนได้จริง ๆ อีกหนึ่งทางเลือกคือ อย่าใช้บัตรเครดิตจนชิดเพดานวงเงินที่คุณมี หากคุณใช้จนชิดเพดานแล้ว ควรชำระบิลบัตรเครดิตให้มากกว่าขั้นต่ำจะดีกว่าค่ะ

ความเชื่อที่ 3: มีบัตรเครดิตใบเดียวก็พอแล้ว

แม้ว่าการมีบัตรเครดิตเพียงใบเดียว จะลดความปวดหัว ความวุ่นวายในชีวิตคุณลงไปเยอะ แถมยังสะดวกกว่า ไม่ต้องมานั่งคิดว่าค่าใช้จ่ายนี้ต้องใช้กับบัตรเครดิตใบไหน แต่อย่างที่บอกไว้ข้อที่แล้วค่ะ ว่าคะแนนเครดิตเป็นสิ่งสำคัญในการที่ธนาคารของคุณจะอนุมัติการกู้สินเชื่อต่าง ๆ ให้คุณ และหนึ่งในการนับคะแนนเครดิต ก็คือประวัติหนี้หลาย ๆ บัญชี ซึ่งในส่วนนี้ จะบ่งบอกว่าคุณมีความรับผิดชอบและมีความสามารถในการควบคุมบริหารหนี้ได้มากน้อยแค่ไหน โดยหนี้หลายบัญชีที่ว่านี้ ไม่ได้หมายถึงการมีบัตรเครดิตหลาย ๆ ใบเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมไปถึงหนี้บ้าน หนี้รถ และสินเชื่ออื่น ๆ มารวมด้วย ดังนั้น หากคุณสามารถชำระหนี้ที่คุณมีเหล่านั้นตรงเวลา แบบไม่มีขาดตกบกพร่อง คะแนนเครดิตของคุณจะพุ่งสูงและมีความน่าเชื่อถือเป็นอย่างมาก ยิ่งถ้าคุณชำระบัตรเครดิตแบบเต็มจำนวนด้วยแล้ว ยิ่งทำให้คะแนนเครดิตของคุณดีถึงขีดสุด และกลายเป็นลูกค้าเกรด A ของทุกการขอกู้สินเชื่อเลยทีเดียวค่ะ

บทความที่น่าสนใจ: 5 วิธีใช้บัตรเครดิตอย่างชาญฉลาด

ความเชื่อที่ 4: ปิดบัตรเครดิตหลายใบพร้อมกัน จะช่วยให้คะแนนเครดิตดีขึ้น

หากคุณคิดว่าการปิดบัญชีบัตรเครดิตทั้งหลายของคุณ จะช่วยให้คะแนนเครดิตของคุณดีขึ้น และทำให้ธนาคารมองว่าคุณเป็นคนมีความรับผิดชอบมากขึ้นนั้น คุณคิดผิดแล้วล่ะค่ะ เพราะมันอาจจะส่งผลเสียต่อคุณได้ในสองทาง อย่างแรก การที่คุณปิดหลาย ๆ บัญชีพร้อมกันนั้น นั่นหมายความว่าคุณมีวงเงินเครดิตที่ใช้ได้น้อยลง ซึ่งจะส่งผลถึง 30% ต่อคะแนนเครดิตของคุณ อย่างที่เรากล่าวไปข้างต้น หากคุณมีจำนวนวงเงินเครดิตมาก และคุณสามารถบริหารจัดการได้เป็นอย่างดี จะทำให้คุณมีคะแนนเครดิตที่ดีมาก แต่การปิดบัตรเครดิตหลาย ๆ ใบของคุณ ทำให้วงเงินเครดิตโดยรวมที่คุณมีลดลง นั่นหมายความว่า จะส่งผลให้คะแนนเครดิตของคุณลดลงไปด้วย

อย่างที่สอง ความยาวนานในประวัติการใช้เครดิตของคุณ ซึ่งส่งผลต่อคะแนนเครดิตถึง 15% ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น หากคุณมีประวัติที่ยาวนานในการใช้เครดิต และบริหารการใช้เครดิตนั้นได้ดีเท่าไหร่ คะแนนเครดิตของคุณก็จะยิ่งสูงมากขึ้นเท่านั้น การปิดบัตรเครดิตหลาย ๆ ใบพร้อมกัน จะลดทอนความยาวนานของประวัติเครดิตของคุณ และทำให้คะแนนเครดิตของคุณลดลงไปด้วยนั่นเอง

ความเชื่อที่ 5: รีบจ่ายหนี้ที่มีการค้างชำระ หรือมีประวัติไม่ดี ก็จะช่วยให้เครดิตกลับมาดีเหมือนเดิม

เราขอทำความเข้าใจกับคุณก่อนนะคะ ว่าการชำระหนี้ถือเป็นเรื่องดี และเป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง แต่การชำระหนี้ที่เคยมีประวัติการชำระแย่ ๆ เช่น ผิดนัดชำระ หรือชำระล่าช้า ไม่ได้หมายความว่าประวัติแย่ ๆ ที่คุณเคยมีจะหายไป อย่างที่เราเคยบอกเอาไว้เสมอ ว่าเครดิตบูโร จะเก็บข้อมูลการชำระเงินของคุณย้อนหลังไปยาวนานถึง 3 ปี หรือ 36 เดือน ต่อให้คุณชำระเต็มจำนวนในงวดปัจจุบัน ประวัติการชำระเงินที่ไม่ดีของคุณก็ยังคงอยู่ในรายงานเครดิตบูโรอยู่ (เพราะเก็บเอาไว้ย้อนหลังถึง 3 ปี) ดังนั้น วิธีเดียวที่จะทำให้ประวัติแย่ ๆ ของคุณหายไป คือพยายามอย่าผิดนัดชำระ และชำระให้ตรงเวลาทุกงวด ติดต่อกันเป็นเวลา 3 ปี หรือเรียกง่าย ๆ คือดันให้ประวัติแย่ ๆ ของคุณเลื่อนหายไปจากรายงานเครดิตของคุณนั่นเอง

บทความที่น่าสนใจ: 6 เคล็ดลับสมัครบัตรเครดิตให้ผ่านฉลุย

ความเชื่อที่ 6: รายได้ส่งผลต่อคะแนนเครดิต

หลายคนอาจจะคิดว่า การมีรายได้สูง ๆ จะทำให้คะแนนเครดิตของคุณดี ได้รับการปล่อยกู้สินเชื่อง่ายมากขึ้น บางคนถึงขั้นตัดพ้อว่า ธนาคารปล่อยกู้ให้แต่คนมีเงินเดือนสูง ๆ คนเงินเดือนไม่ถึง 15,000 ไม่มีทางได้รับอนุมัติหรอก คุณคิดผิดแล้วค่ะ เพราะการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อของธนาคารนั้น ไม่ได้ดูจากจำนวนรายได้ของคุณเลย แต่โดยหลัก ๆ จะพิจารณาจากประวัติการบริหารหนี้และชำระหนี้ของคุณมากกว่า ถ้าคุณมีประวัติที่ดี ธนาคารก็จะมีความเชื่อมั่นว่าเงินที่ปล่อยกู้ออกไป จะได้คืนมาแน่นอน นอกจากประวัติการชำระหนี้แล้ว ธนาคารยังพิจารณาถึงจำนวนหนี้โดยรวมที่คุณมีอยู่ในปัจจุบันด้วย หากว่าคุณมีจำนวนหนี้สินที่มากอยู่แล้ว ธนาคารอาจจะไม่อนุมัติ “ภาระ” เพิ่มให้คุณอีก เพราะมีความเสี่ยงว่าคุณจะมีภาระหนี้เกินตัว จนไม่สามารถชำระคืนได้ในที่สุด แม้ว่าคุณจะมีรายได้สูงและมีประวัติการชำระเงินที่ดีมาโดยตลอดก็ตาม

ความเชื่อที่ 7: จะไปเช็ครายงานเครดิต ที่เครดิตบูโรทำไม ในเมื่อไม่ได้คิดจะกู้เงินเพิ่ม

คุณอาจจะมั่นใจในประวัติเครดิตที่คุณมีในปัจจุบัน และไม่มีแผนที่จะกู้หนี้ยืมสินเพิ่มในเร็ว ๆ นี้ ไม่เห็นจำเป็นจะต้องไปตรวจเช็กรายงานเครดิตที่เครดิตบูโรให้เสียเวลา แถมยังต้องเสียค่าธรรมเนียมตั้ง 100 บาท แต่นั่นอาจจะส่งผลเสียให้คะแนนเครดิตของคุณ และส่งผลให้การขอกู้ในอนาคตของคุณถูกปฏิเสธ เพราะอะไรน่ะเหรอ เพราะว่าหากเกิดข้อผิดพลาดในรายงานเครดิต คุณจะไม่มีทางรู้ได้เลย และทำให้คุณไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ทันท่วงที ซึ่งมันจะส่งผลเสียต่อคะแนนเครดิตของคุณได้ ดังนั้น ควรตรวจเช็กรายงานเครดิตที่เครดิตบูโรอย่างน้อย ปีละ 2 ครั้ง เพื่อตรวจสอบสิ่งผิดปกติที่อาจจะเกิดขึ้นกับรายงานเครดิตของคุณ หากมีอะไรผิดปกติคุณจะได้แก้ไขมันไม่ทันเวลานะคะ

บทความที่น่าสนใจ: 10 ข้อต้องรู้เกี่ยวกับ “เครดิตบูโร”

ความเชื่อที่ 8: ติดแบล็กสิสต์ กู้ไม่ได้อีกแล้วตลอดกาล

สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เราพยายามบอกเสมอว่า การติดแบล็กลิสต์ ติดบัญชีดำ หรือติดเครดิตบูโร นั้นไม่มีอยู่จริง!! เครดิตบูโร เป็นเพียงตัวกลางที่คอยเก็บข้อมูลการชำระหนี้ของคุณเท่านั้น ไม่มีสิทธิ์ในการขึ้นปัญชีดำกับใครทั้งสิ้น โดยการเก็บราบงานข้อมูลนี้ จะบันทึกย้อนหลังไปเป็นระยะเวลา 3 ปี (36 เดือน) เมื่อมีรายงานเดือนใหม่เข้ามา เดือนที่ 37 เมื่อนับย้อนหลัง จะถูกลบออกจากระบบ ดังนั้น หากคุณเคยมีประวัติการชำระหนี้แย่ ๆ ที่ส่งผลให้คุณไม่สามารถกู้หนี้ยืมสินอะไรได้ พยายามชำระหนี้ปัจจุบันให้ตรงเวลา และอย่าผิดนัดชำระเด็ดขาด ติดต่อกันเป็นเวลา 3 ปี เพียงเท่านี้ คะแนนเครดิตของคุณก็จะกลับมาดีเหมือนเดิม และรายงานเครดิตของคุณก็จะมีความน่าเชื่อถืออีกครั้งค่ะ

ความเชื่อบัตรเครดิต ที่กล่าวมาข้างต้น ล้วนส่งผลให้คะแนนเครดิตของคุณแย่ และส่งผลให้คุณไม่ได้รับการอนุมัติเมื่อคุณขอกู้สินเชื่ออะไรก็ตามในอนาคต ดังนั้น ลองตรวจสอบดูว่าคุณเชื่ออะไรไปบ้าง และปรับพฤติกรรมก่อนที่คะแนนเครดิตของคุณจะแย่ลงดีกว่านะคะ และหากคุณต้องการอ่านบทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเงิน บัตรเครดิต รถยนต์ และประกันรถยนต์ คุณสามารถกด Subscribe ทีนี่ได้เลยค่ะ MoneyGuru.co.th จะส่งสาระความรู้ดี ๆ แบบนี้ตรงถึงอีเมลของคุณทุก ๆ สัปดาห์

เปรียบเทียบประกันรถยนต์

เปรียบเทียบข้อเสนอที่ดีที่สุดในเวลาเพียงหนึ่งนาที!

เพิ่มเพื่อน