เลือกซื้อประกันรถยนต์ที่ดีที่สุดในประเทศไทย

หลายๆ คนที่ขับรถยนต์มักจะคิดว่าการซื้อ "ประกันรถยนต์" คือภาระทางการเงินเพิ่มเติม ที่ไม่ค่อยจะอยากเสียเท่าไหร่ แต่คุณรู้หรือไม่ว่า จริงๆ มันคือวิธีการจัดการ "ความเสี่ยง" ได้ดี เพราะเราไม่มีทางรู้ว่าในอนาคตเราจะเกิดอุบัติเหตุขึ้นหรือไม่ หรืออาจจะมีคนขโมยรถ เป็นต้น

การขับรถ คุณอาจจะเจออันตรายได้ทุกเมื่อ และไม่ว่าใครจะเป็นคนผิดก็ตาม การที่คุณไม่มีประกันคุ้มครองไว้ คุณอาจจะต้องจบลงด้วยการเสียเงินมากกว่าที่คุณในการซ่อมแซมค่าเสียหายต่างๆ เป็นต้น

ประกันรถยนต์ในประเทศไทย

ประกันรถยนต์เป็นสิ่งที่กฎหมายบังคับให้รถยนต์ทุกคันมี ซึ่งขั้นต่ำก็คือ ประกันรถยนต์ภาคบังคับนั่นคือ Compulsory Third Party Liability Insurance (CTPL) หรือ พ.ร.บ. รถยนต์ ซึ่งจะครอบคลุมค่าสินไหมทดแทนให้แก่คนที่ได้รับผลกระทบจากอุบัติเหตุนั้นๆ แต่ไม่รวมค่าใช้จ่ายจากความเสียหายของตัวยานพาหนะ

ประหยัดเงินกับประกันรถยนต์

การซื้อรถและการดูแลรักษารถก็มีราคาพอควรแล้ว นี่คือสาเหตุที่ทำไมคุณจึงควรเลือกประกันรถยนต์ที่ดีที่สุด และเหมาะที่สุด เพราะมันจะทำให้คุณได้ทั้งประกันรถยนต์ที่ดี ครอบคลุมตรงใจคุณ แต่ในขณะเดียวกัน คุณก็สามารถประหยัดเงินไปด้วยได้ในตัว แต่คุณจะประหยัดเงินคุณอย่างไร?

รถยนต์ถูก ประกันรถยนต์ก็ถูกตาม

ราคาของประกันรถยนต์ส่วนหนึ่งมาจากรุ่นรถยนต์ ราคา ตัวเครื่อง ซึ่งหากคุณซื้อรถยนต์ราคาแพง แน่นอนว่าตัวประกันรถยนต์ของคุณก็จะสูงตามไปด้วย ไหนจะค่าดูแลรักษาในระยะยาวที่แพงกว่ารถราคาประหยัด โดยเฉพาะรถสไตล์อีโค คาร์ ที่กำลังได้รับความนิยมในปัจจุบัน เพราะฉะนั้น ควรเลือกให้ดีว่าคุณต้องการรถยนต์แบบไหน แล้วจำเป็นหรือไม่ที่ต้องเป็นรถยนต์มือ 1 เพราะรถยนต์มือ 2 ก็คุณภาพดีและราคาถูกกว่ามาก

ขับรถอย่างมีความรับผิดชอบ

การขับรถอย่างมีวินัยและรับผิดชอบ จะทำให้คุณไม่เกิดอุบัติเหตุต่างๆ นานา และนี่ ส่งผลต่อส่วนลดเบี้ยกระกันรถยนต์ในปีต่อๆ ไปได้ เพราะบริษัทประกันรถยนต์จะจัดกลุ่มคุณอยู่ในลูกค้าความเสี่ยงต่ำนั่นเอง

ต่อประกันรถยนต์รายปี อย่าซื้อรายเดือน

เพราะการซื้อประกันรถยนต์เป็นรายปี จะทำให้คุณจ่ายเบี้ยในอัตราที่ถูกกว่ารายเดือน ทำให้คุณช่วยประหยัดเงินในระยะยาวได้

เปรียบเทียบประกันกับ MoneyGuru.co.th

เรา MoneyGuru.co.th จับมือเป็นพันธมิตรกับบริษัทประกันรถยนต์ชั้นนำของประเทศไทน เพื่อให้คุณสามารถหาข้อมูล เปรียบเทียบเบี้ยประกัน และเลือกซื้อได้อย่างง่ายดายตามความต้องการของคุณ เพื่อที่คุณจะได้ประกันรถยนต์ที่เหมาะและดีที่สุดสำหรับคุณ

คุณต้องรู้อะไรบ้างเกี่ยวกับประกันรถยนต์

เราไม่สามารถปฏิเสธความจริงได้ว่า ประกันรถยนต์ ก็สำคัญในการจับรถ ไม่แพ้การมีใบขับขี่ เพราะเราขับขี่บนท้องถนน เราต้องการความคุ้มครองจากสิ่งที่ไม่คาดคิดที่อาจจะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ แต่ประเด็นมันอยู่ที่ว่าจะเลือกประกันรถยนต์ที่เหมาะกับเราได้อย่างไร ซึ่งจุดนี้ MoneyGuru.co.th จะเข้ามาช่วยคุณ แต่ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจเรื่องพวกนี้ก่อนที่จะเลือกประกันรถยนต์

ประกันรถยนต์ทำงานอย่างไร

หากมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น ค่าใช้จ่ายที่ตามมาคือ ค่ารักษาพยาบาล ค่าเสียหายที่เกิดต่อรถของคุณ และรถคู่กรณี ความเสียหายต่อบุคคลภายนอกที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งความเสี่ยงเหล่านี้จะถูกจัดการด้วย "ประกันรถยนต์" โดยบริษัทประกันจะจัดเก็บเบี้ยประกันจากคุณตามประเภทประกันรถยนต์ ซึ่งหากเกิดอุบัติเหตุขึ้น และมีการเคลม ประกันจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์

ประกันรถยนต์ภาคบังคับ

การประกันรถยนต์ภาคบังคับตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.253 คือการบังคับให้รถยนต์ทุกคันที่จดทะเบียนกับการขนส่งทางบกจะต้องทำประกันภัยตาม พ.ร.บ. ที่ว่านี้ หากไม่ทำก็จะมีความผิด มีโทษปรับไม่เกิน10,000บาท หรือแม้ทำแล้วแต่แต่ไม่ติดเครื่องหมายไว้ (สติกเกอร์ พ.ร.บ.บุคคลที่ 3) ที่รถให้เห็นชัดเจนก็มีโทษปรับไม่เกิน1,000บาท ประกันนี้จึงมักเรียกกันย่อ ๆ ว่า ประกันภาคบังคับ

ประกันรถยนต์ภาคบังคับจะคุ้มครองเฉพาะ "บุคคล" ไม่คุ้มครอง "รถ"

พ.ร.บ. นี้ท่านสามารถซื้อได้ที่ บริษัทประกันรถยนต์ ผู้ขายรถยนต์ และ กรมการขนส่งทางบก (DLT) สิ่งที่ท่านต้องนำไปด้วยตอนซื้อคือ เล่มทะเบียนรถยนต์สีน้ำเงินนั่นเอง

หน่วยงานควบคุมประกันในประเทศไทย

ประเทศไทยเริ่มมีบริษัทประกันมาราวครึ่งศตวรรษแล้ว และมีการควบคุมอย่างเข้มงวดจากหน่วยงานภาครัฐ ได้แก่ กระทรวงพาณิชย์ ผ่านพระราชบัญญัติประกันวินาศภัยปี 2535 และมีการแก้ไขเพิ่มเติมในปี 2551 ซึ่งมีการโยกย้ายอำนาจในการควบคุมดูแลไปยังกระทรวงการคลัง นอกจากนี้ กฎหมายฉบับนี้ยังบังคับไม่ให้บริษัทประกันต่างประเทศเข้ามาเปิดการทำการ หรือเปิดสาขาในประเทศไทย ตามแต่เงื่อนไข นอกจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย หรือ คปภ. คือหน่วยงานอิสระที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2550 เพื่อแบ่งเบาภาระการควบคุมดูแลการบริษัทประกันจากกระทรวงนั่นเอง

ประกันรถยนต์คุ้มครองอะไรบ้าง

ประกัน พ.ร.บ.

คือประกันรถยนต์ภาคบังคับ ที่ยานพาหนะทุกคันต้องมี โดยจะคุ้มครองแค่ "บุุคคล" เท่านั้น แต่ไม่คุ้มครองความเสียหายที่เกิดขึ้นกับ "รถ"

ความคุ้มครองความเสียหายกับรถจากการชน

การคุ้มครองในส่วนนี้จะคุ้มครองความเสียหายที่เกิดขึ้นกับรถ ไม่ว่าคุณจะเป็นคนผิดหรือไม่ก็ตาม และถ้าค่าซ่อมแซมสูงกว่าราคารถยนต์ บริษัทประกันจะดำเนินการเปลี่ยนรถยนต์ให้ใหม่ตามราคาตลาดในขณะนั้น

ความคุ้มครองรวม

นอกเหนือไปจากการชนนั้น การคุ้มครองในส่วนนี้ คือในกรณีรถหาย ไฟไหม้ น้ำท่วม ของตกใส่รถ สัตว์ทำร้าย ซึ่งการคุ้มครองประเภทนี้ถือว่ามีราคาแพงที่สุด

ความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาล

ในส่วนนี้ บริษัทประกันจะจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้คุณ ผู้โดยสาร หากมีการชนเกิดขึ้น ไม่ว่าใครจะเป็นผู้กระทำผิดก็ตาม

ความคุ้มครองส่วนบุคคลในกรณีบาดเจ็บ

ส่วนนี้จะต่อไปจากความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาล โดยจะคุ้มครองในกรณีที่คุณไม่สามารถไปทำงานได้ โดยจะจ่ายรายได้ที่หายไป รายจ่ายในการเลี้ยงดูบุตร หรือค่าใช้จ่ายในงานศพเป็นต้น

ความคุ้มครองอื่นๆ

นอกจากความคุ้มครองขั้นพื้นฐานที่ว่าแล้ว คุณสามารถเลือกความคุ้มครองเพิ่มเติมได้อีก อาทิ การเปลี่ยนรถใหม่ โบนัสหากไม่มีการแจ้งเคลม เป็นต้น

การคุ้มกันผู้ต้องหา

จะมีประโยชน์ในกรณีที่คุณเป็นคนผิดและถูกจับจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อเบี้ยประกัน

เพศและอายุ

ตามสถิติแล้ว ชายหนุ่ม โดยเฉพาะวันรุ่น จะมีความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุมากกว่าผู้หญิงวัยรุ่น ดังนั้นจึงอาจมีเบี้ยประกันที่แพงกว่า ขณะที่ชายสูงอายุ จะมีความเสี่ยงน้อยกว่าผู้หญิงสูงอายุ

สภาพสมรส

ชายที่มีครอบครัว ตามสถิติ จะเกิดอุบัติเหตุน้อยครั้งกว่า ชายโสด เพราะฉะนั้น คนที่แต่งงานแล้วจะมีเบี้ยประกันที่ถูกกว่า แต่อย่างไรก็ตาม ก็ขึ้นอยู่กับประวัติการขับขี่ของคุณด้วย ถ้าคุณแทบจะไม่เคยมีอุบัติเหตุเลย คุณก็จะจ่ายเบี้ยถูก

ท้องถิ่นที่คุณขับขี่รถยนต์

ท้องถิ่นที่คุณอยู่ และใช้รถยนต์ก็มีผลต่อเบี้ยประกันเช่นเดียวกัน อาทิ ในท้องที่ที่ไม่มีการจราจรที่หนาแน่น จะมีเบี้ยประกันที่ถูกกว่า ท้องที่ที่มีความหนาแน่นในการใช้รถยนต์สูง ส่วนปัจจัยอื่นๆ ที่อาจจะส่งผลเช่นกัน อาทิ จำนวนระยะทางที่ขับรถในแต่ละปี จุดประสงค์ในการใช้รถ จำนวนคนที่โดยสารในรถ สิ่งนี้กระทบการคำนวนเบี้ยประกันทั้งหมด

ประเภทยานพาหนะ

ตามหลักการแล้ว รถที่ราคาถูกกว่า เบี้ยประกันจะถูกกว่า เพราะบริษัทประกันพิจารณาที่ความถูกแพงของการซ่อมแซมด้วย และรถที่ถูกกว่า ก็มีค่าอะไหล่และการซ่อมที่ถูกกว่านั่นเอง

ประวัติการขับขี่

ประวัติการขับขี่ จะบอกว่า คุณเป็นคนที่มีความเสี่ยงมากน้อยแค่ไหนที่จะเกิดอุบัติเหตุ หากคุณมีความเสี่ยงมาก เพราะเคยเกิดอุบัติเหตุมาก่อนบ่อยๆ คุณก็ต้องจ่ายเบี้ยแพงกว่านั่นเอง

ความนิยมต่อการถูกขโมย

รถแต่ละรุ่น มีความนิยมที่ถูกขโมยแตกต่างกัน ซึ่งรถที่ได้รับความนิยมสูง และเกิดการหายบ่อย ก็จะมีเบี้ยประกันที่สูงกว่า อย่างไรก็ตาม ถ้ารถของคุณมีระบบป้องกันการขโมยเพิ่มเติมที่แน่นหนามาก ก็อาจนำไปขอเป็นส่วนลดได้

เคล็ดลับในการเลือกประกันรถยนต์

  1. เลือกและเปรียบเทียบประกันรถยนต์จากทุกเจ้าในตลาด
  2. เลือกประเภทประกันรถยนต์ที่คุณต้องการ
  3. หาความรู้เรื่องประกันรถยนต์
  4. รู้รายละเอียดรถของคุณเป็นอย่างดี
  5. ประเมินค่าใช้จ่ายที่คุณรับได้
  6. ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของบริษัทประกันที่คุณกำลังจะเลือกซื้อ
  7. หาวิธีต่อรองของลดราคาเบี้ยประกัน
  8. ใช้ประโยชน์จากส่วนลดต่างๆ

เคลมประกันทำอย่างไร?

  1. ในกรณีที่ไม่มีใครผิดโดยชัดเจน
    • อย่าเคลื่อนย้ายรถจนกว่าตำรวจจะมาทำเครื่องหมายและให้ย้าย
    • ติดต่อตำรวจในท้องที่ หากไม่มีตำรวจในบริเวณนั้น
    • โทรหาบริษัทประกันของคุณ เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ฟัง
    • หากเกิดขึ้นในต่างจังหวัด หรือบนทางหลวง คุณสามารถติดต่อตำรวจทางหลวงได้ หลังจากนั้นจึงโทรหาบริษัทประกันของคุณ
  2. เมื่อคุณไม่ใช่คนผิด
    • จนเลขทะเบียน ชื่อ ที่อยู่ของคู่กรณีที่ทำผิด
    • ให้ผู้กระทำผิดลงนามในเอกสารที่เตรียมโดยบริษัทประกันของคุณ และจดรายละเอียดในใบขับขี่ของผู้กระทำผิด
    • จดรายละเอียดของพยานในที่เกิดเหตุ (ถ้ามี)
    • โทรหาบริษัทประกันของคุณ
    • ในกรณีของผลการเคลม คุณต้องติดตามบริษัทประกันของคุณในภายหลัง
  3. เมื่อคุณไม่ใช่คนผิด

    • จนเลขทะเบียน ชื่อ ที่อยู่ของคู่กรณีที่ทำผิด
    • ให้ผู้กระทำผิดลงนามในเอกสารที่เตรียมโดยบริษัทประกันของคุณ และจดรายละเอียดในใบขับขี่ของผู้กระทำผิด
    • จดรายละเอียดของพยานในที่เกิดเหตุ (ถ้ามี)
    • โทรหาบริษัทประกันของคุณ
    • ในกรณีของผลการเคลม คุณต้องติดตามบริษัทประกันของคุณในภายหลัง
  4. ในกรณีที่คุณผิด
    • โทรหาบริษัทประกันของคุณทันที
    • อย่าลงนามในเอกสารก่อนที่บริษัทประกันของคุณจะมาถึงที่เกิดเหตุ
    • เคลื่อนย้ายรถไปยังที่ที่ไม่กีดขวางการจราจร หลังจากที่ยอมรับความผิด
    • ให้ชื่อและที่อยู่ของคุณแก่คู่กรณี ถ้าอีกฝ่ายขอ
  5. ในกรณีที่บาดเจ็บ หรือ เสียชีวิตm
    • ถ้าฝ่ายที่ได้รับบาดเจ็บยังมีสติ และยินยอม และยังไม่มีการเรียกรถพยาบาล คุณสามารถพาผู้ได้รับบาดเจ็บส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดได้ แต่ถ้าไม่มีสติแล้ว คุณควรโทรหารถพยาบาลทันที
    • ติดต่อบริษัทประกันทันที
    • หากเป็นกรณีที่อาจจะมีการฟ้องร้องกันในภายหลัง บริษัทประกันอาจมีนักกฎหมายเป็นตัวแทนคุณในระหว่างการเจรจาได้
    • อย่าเจรจาเรื่องค่าสินไหมทดแทนเอง จนกว่าเจ้าหน้าที่จากบริษัทประกันจะไปถึง
  6. ในกรณีชนแล้วหนี
    • พยายามจำเลขทะเบียนของรถที่ชนแล้วหนีให้ได้ หลังจากนั้นแจ้งตำรสจ และระบุเลขทะเบียนของรถคันนั้น เพื่อใช้ในการฟ้องร้องดำเนินคดีต่อไป
  7. ในกรณีที่ยานพาหนะโดนยึด
    • ถ้ารถของคุณถูกเจ้าหน้าที่ยึดเอาไว้ก่อน ให้ตำรวจที่รับผิดชอบจดทรัพย์สินที่มีอยู่ในรถคุณเอาไว้ด้วยในรายงาน

ข้อสังเกตุ

  1. ใบเคลมที่ได้รับมา โปรดเก็บไว้ให้ดี ซึ่งดีที่สุดคือเก็บไว้ในรถ
  2. เมื่อได้กรมธรรม์มา ควรอ่านให้ละเอียดว่าคุณได้รับความคุ้มครองใดบ้าง และทำอย่างไรเมื่อเกิดอุบัติเหตุ
  3. เพื่อการให้บริการที่มีประสิทธิภาพ กรุณาทำตามขั้นตอนที่แนบมาในกรมธรรม์อย่างเคร่งครัด

ควรทำอย่างไรในกรณีรถหาย?

  1. แจ้งตำรวจทันที หรือแจ้งศูนย์รับเรื่องรถหาย ที่เบอร์ (02) 245-9059 or 245-6951 โดยแจ้งข้อมูลที่เป็นประโยชน์ทั้งหมด ได้แก่ เลขทะเบียน สี เลขตัวถัง สถานที่ที่รถหาย วันที่รถหาย เป็นต้น
  2. แจ้งบริษัทประกันที่คุณทำประกันด้วย และให้เอกสารที่จำเป็นแก่บริษัทประกัน
  3. ถ้ามีข้อมูลเพิ่มเติมที่คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ รีบแจ้งแก่บริษัทประกันทันที ข้อมูลจะถูกเก็บเป็นความลับ

ให้ข้อมูลที่ถูกต้องและรวดเร็ว

เตรียมข้อมูลสำคัญๆ เหล่านี้ไว้ใกล้มือ หากจำได้ยิ่งดี เพราะสิ่งเหล่านี้คุณจะต้องแจ้งกับบริษัทประกันของคุณนั่นเอง

  1. ชื่อผู้เอาประกัน เลขที่กรมธรรม์
  2. เลขใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ รุ่นรถ สีรถ
  3. ชื่อคนขับขี่
  4. สาเหตุของอุบัติเหตุ (คร่าวๆ)
  5. สถานที่เกิดเหตุ พร้อมจุดสังเกตเพื่อให้ตัวแทนจากบริษัทประกันเดินทางไปยังที่เกิดเหตุได้เร็วที่สุด
  6. จดชื่อตัวแทนจากประกันที่คุณคุยด้วย และเวลาที่คุณโทรติดต่อกับตัวแทนคนนั้น
  7. ข้อ 5-6 สำคัญมากเพราะว่า ยิ่งคุณแจ้งรายละเอียดมาก พนักงานก็จะไปถึงเร็ว และสามารถตามเรื่องได้ง่าย ถ้าคุณจำชื่อพนักงานได้

เอารถที่เอาประกันส่งซ่อมอย่างไร?

  • บริษัทประกันจะจัดการให้รถคุณส่งซ่อมในอู่ที่อยู่ในเครือของบริษัทประกัน
  • หากคุณต้องการซ่อมอู่นอกเหนือไปจากที่อยู่ในเครือของบริษัทประกัน คุณต้องแจ้งให้บริษัทประกันทราบ
  • บริษัทประกันอาจทำการเปลี่ยนแปลงอุปกรณ์ หากมองเห็นว่าไม่สามารถซ่อมได้
  • ก่อนส่งรถเข้าซ่อม โปรดเช็คทรัพย์สินของคุณให้ดีก่อน และจดบันทึกเอาไว้
  • ก่อนรับรถหลังซ่อม เช็คและตรวจสภาพว่าพึงพอใจหรือไม่ก่อนลงนามรับรถ หากไม่พอใจในการบริการ แจ้งบริษัทประกันได้ทันที
  • คุณมีสิทธิ์ในการตรวจเช็คสภาพรถในจุดที่ซ่อมได้ตลอดเวลากับอู่ในเครือของบริษัทประกัน
  • ถ้าการซ่อมล่าช้าผิดปกติ สามารถแจ้งบริษัทประกันได้ทันที
  • ถ้าตามหน้ากรมธรรม์ของคุณระบุว่า คุณต้องจ่ายค่าเสียหายส่วนแรกเอง ทางบริษัทประกันจะให้อู่ในเครือของประกัน เก็บค่าใช้จ่ายส่วนนั้นจากคุณโดยตรง