เป็นหนี้เกินตัว เกิดจากสาเหตุอะไรกันนะ?


เป็นหนี้เกินตัว
ธนาคารแห่งประเทศไทย ออกข้อกำหนดใหม่ในการควบคุมการเป็นหนี้ของคนไทย ด้วยการจำกัดวงเงินสูงสุดให้เป็นไปตามฐานรายได้ของผู้สมัครบัตรเครดิต ดังต่อไปนี้ ผู้ที่มีรายได้น้อยกว่า 30,000 บาท สามารถอนุมัติวงเงินได้ไม่เกิน 1.5 เท่าของรายได้ รายได้น้อยกว่า 50,000 บาท อนุมัติวงเงินได้ไม่เกิน 3 เท่าของรายได้ และผู้ที่มีรายได้ 50,000 บาทขึ้นไป อนุมัติวงเงินได้สูงสุด 5 เท่าของรายได้ ซึ่งข้อกำหนดนี้มีผลเฉพาะผู้สมัครบัตรเครดิตใหม่เท่านั้น ไม่มีผลต่อผู้ที่มีบัตรเครดิตอยู่ก่อนหน้านี้แล้ว
การที่ต้องมีการออกข้อกำหนดเหล่านี้มานั้น ก็เป็นเพราะว่าหนี้สินของคนไทยพุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ โดยในปัจจุบันพบว่าแต่ละครัวเรือนมีหนี้สินเฉลี่ยครัวเรือนละ 299,266 บาท มีประชาชนจำนวนสูงถึง 79.3% ที่เคยมีปัญหาการเงินและขาดการผ่อนชำระหนี้ และส่วนที่คนไทย เป็นหนี้เกินตัว นั้น เกิดจากสาเหตุใดบ้าง วันนี้ MoneyGuru.co.th มีคำตอบมาฝากกัน เพื่อผู้ที่กำลังจะเดินเข้าสู่หนทางการเป็นหนี้หรือกำลังเป็นหนี้อยู่ จะได้รู้ทันและเริ่มวางแผนหรือปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตจะได้ไม่ต้องตกอยู่ในภาวะหนี้ล้นพ้นตัวนั่นเอง

ใช้จ่ายโดยไม่คำนึงถึงรายได้

สาเหตุแรก ๆ ที่คนไทยมักจะเป็นคือ ใช้จ่ายไปโดยไม่ระมัดระวัง ไม่มีการคำนึงถึงรายได้ของตัวเองหรือจำนวนเงินที่มีอยู่ในกระเป๋า อยากได้อะไรก็ซื้อ อยากกินอะไรก็กิน ซึ่งนำไปสู่การเป็นหนี้เกินตัวโดยที่ไม่จำเป็น เพราะถ้าไม่มีเงินสดซื้อก็หันไปพึ่งพาบัตรเครดิตจากนั้นก็ผ่อนชำระบิลบัตรเครดิตแบบขั้นต่ำ ทำให้เงินเดือนไม่พอใช้ชักหน้าไม่ถึงหลัง หรือหรูหน่อยก็เดือนชนเดือนไม่พอเก็บ และเมื่อมีเรื่องฉุกเฉินขึ้นมาก็ต้องขาดการผ่อนชำระ เพราะต้องนำเงินไปจัดการกับเรื่องฉุกเฉินนั้น จนสุดท้ายก็มานั่งบ่นกับตัวเองว่าเงินหมดไปกับอะไรบ้าง ซึ่งนึกเท่าไหร่ก็คงไม่มีทางนึกออกแน่นอน
หนทางแก้ก็คือ ควรจดบันทึกการใช้จ่ายของคุณ อาจจะไม่ถึงกับทำบัญชีรายรับรายจ่าย แต่เริ่มจากการจดการใช้จ่ายเงินทุกอย่างลงไปก่อน ไม่เว้นแม้แต่ค่าใช้จ่ายห้าบาทสิบบาท เมื่อสิ้นเดือนให้คุณนำสิ่งที่คุณจดเอาไว้เหล่านั้นมาดู ก็จะเห็นได้ชัดเจนว่าวัน ๆ หนึ่งคุณหมดเงินไปกับอะไร มีอะไรบ้างที่เป็นค่าใช้จ่ายจำเป็น และมีอะไรบ้างที่เป็นค่าใช้จ่ายไม่จำเป็น เป็นส่วนที่คุณจ่ายเพื่อความพอใจ ซึ่งสามารถตัดออกไปได้และจะช่วยให้คุณมีเงินเหลือมากยิ่งขึ้น เพื่อเป็นเงินเก็บออมหรือนำไปใช้ในการปลดหนี้

ไม่มีแผนสำรองเผื่อเรื่องฉุกเฉิน

ในบางท่านอาจจะวางแผนการใช้จ่ายเงินสด และบัตรเครดิตของตนเองอย่างดีในแต่ละวัน โดยที่ไม่คิดแผนเผื่อเอาไว้สำหรับเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้น อย่างเช่น จู่ ๆ เกิดล้มหมอนนอนเสือ ต้องเข้าโรงพยาบาลพักรักษาตัวนานเป็นวันเป็นเดือน เกิดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลก้อนใหญ่ ซึ่งแน่นอน การวางแผนใช้จ่ายแบบเฉพาะในปัจจุบัน หากมีเรื่องฉุกเฉินแบบนี้ขึ้นมาคุณไม่มีทางรับมือกับมันได้แน่ และจำเป็นจะต้องกู้หนี้ยืมสินเพื่อแก้ไขเหตุฉุกเฉินที่เกิดขึ้น ทำให้ต้องตกอยู่ในสภาวะเป็นหนี้แบบจำยอมโดยไม่มีทางเลือก
หนทางแก้ก็คือ ควรเพิ่มการเก็บออมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในแผนการเงินปัจจุบันของคุณด้วย อย่างน้อย ๆ พยายามเก็บเงินเอาไว้ให้ได้ 3 – 6 เท่าของรายจ่ายประจำในแต่ละเดือนของคุณ หากคุณตกงาน อย่างน้อย ๆ ก็ยังสามารถอยู่รอดระหว่างหางานทำไปได้ 3 – 6 เดือน หรือเมื่อมีเหตุการณ์ฉุกเฉินขึ้นมา คุณจะได้สามารถนำเงินส่วนนี้ไปแก้ปัญหาได้ โดยที่ไม่ทำลายการเงินของคุณ และไม่ต้องไปกู้ยืมสินเชื่อให้เป็นหนี้โดยไม่จำเป็น สำหรับกรณีเจ็บป่วย การเลือกทำประกันสุขภาพเอาไว้ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจไม่น้อย เพราะในปีหน้า (2561) จะสามารถนำค่าเบี้ยประกันสุขภาพมาลดหย่อนภาษีได้แล้วด้วย เรียกว่าทั้งประหยัดและคุ้มค่าในเวลาเดียวกัน

อยู่กับปัจจุบันโดยไม่คำนึงถึงอนาคต

หลาย ๆ คนมักจะมองการเงินของตัวเองในระยะสั้น ๆ มองเพียงวันนี้ หรือไกลที่สุดก็ได้แค่เดือนนี้ โดยไม่คำนึงถึงเรื่องในอนาคต อย่างเช่น การแต่งงาน การมีบุตร การซื้อทรัพย์สิน การเลี้ยงดูพ่อแม่ที่แก่ชรา หรือที่สำคัญที่สุดคือการเกษียณอายุของตัวเอง ทำให้เมื่อถึงเวลาที่ต้องใช้จ่ายเพื่อสิ่งที่ยกตัวอย่างมา กลับไม่มีเงินเพียงพอ และอาจจะต้องกู้สินเชื่อเร่งด่วนที่มีอัตราดอกเบี้ยแสนโหด สร้างหนี้โดยไม่จำเป็นและไม่คำนึงถึงความสามารถในการชำระหนี้ ทำให้เกิดอาการช็อตชักหน้าไม่ถึงหลัง จนต้องไปสร้างหนี้สินเพิ่มกลายเป็นยิ่งสร้างภาระเพิ่มขึ้นไปอีก
การวางแผนเก็บออมเพื่อจุดประสงค์ต่าง ๆ ในอนาคตนั้นถือเป็นเรื่องจำเป็นไม่ต่างไปจากการเก็บเงินเพื่อเรื่องฉุกเฉิน ยิ่งเพื่อการเกษียณอายุด้วยแล้วยิ่งสำคัญมาก แก่ตัวไปไม่มีแรงทำงานก็ควรจะได้ใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสุขสบาย แต่ถ้าคุณไม่มีเงินเก็บเอาไว้เลย คุณก็จะต้องทำงานไปตลอดชีวิตจนวันตายของคุณ จะหวังพึ่งพาลูกหลานไปหมดก็คงยาก เพราะพวกเขาก็มีภาระหน้าที่กับครอบครัวของตนเองด้วยเหมือนกัน ดังนั้น ช่วยตัวเองเตรียมพร้อมเพื่ออนาคตของตัวเองจะเป็นการดีที่สุด นอกจากนี้ เมื่อตัดสินใจเป็นหนี้ก้อนใหญ่ระยะยาว ก็ควรกันเงินเอาไว้สำหรับค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอื่น ๆ ในอนาคตด้วย อย่างเช่น เมื่อซื้อบ้านก็ต้องมีค่าส่วนกลาง ค่าตกแต่ง ค่าบำรุงรักษา ฯลฯ หรือเมื่อซื้อรถก็จะต้องเตรียมค่าน้ำมัน ค่าที่จอดรถ ค่าทางด่วน ค่าประกันภัย ค่าบำรุงรักษาอีกจิปาถะ เป็นต้น
และนี่คือ 3 สาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้คนไทยส่วนใหญ่ในปัจจุบัน ต้องตกอยู่ในสภาวะ เป็นหนี้เกินตัว แบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งหวังว่าหนทางแก้ไขที่ MoneyGuru.co.th นำมาเสนอคุณผู้อ่านในวันนี้ จะสามารถช่วยให้การเงินของคุณผู้อ่านที่กำลังประสบปัญหาอยู่ เกิดสภาพคล่องมากยิ่งขึ้น แต่อย่างไรก็แล้วแต่ การเป็นหนี้อย่างพอดีไม่เกิน 40% ของรายได้ รู้จักยับยั้งชั่งใจไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเพื่อความสุขประเดี๋ยวประด๋าว ก็ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงหากคุณคิดจะเป็นหนี้นะคะ

เคล็ดลับการเงิน

เปรียบเทียบข้อเสนอที่ดีที่สุดในเวลาเพียงหนึ่งนาที!

เพิ่มเพื่อน