อัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อ ที่คุณต้องรู้

โดย MoneyGuru, ในหมวดหมู่ "Banking & Finance,สินเชื่อส่วนบุคคล"

April 23, 2019


สำหรับสินเชื่อส่วนบุคคล หรือเงินกู้เพื่อจุดประสงค์ต่าง ๆ ย่อมเป็นทางเลือกที่ใครหลาย ๆ คนต่างเลือกกันเพื่อเป้าหมาย และความฝันที่มีกันทั้งนั้น ซึ่งก็จะมีการวางแผนกันเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นการคำนวณค่าผ่อนชำระ การนำเงินสินเชื่อมาใช้อย่างรอบคอบ แต่สิ่งหนึ่งที่คุณจำเป็นต้องรู้ เพื่อการวางแผนได้อย่างคุ้มค่า และรอบคอบที่สุด นั่นคือ อัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อ ซึ่งมีหลากหลายรูปแบบ วันนี้เพื่อให้คุณผู้อ่านทุกท่านได้วางแผนการขอสินเชื่อได้อย่างรอบคอบ MoneyGuru.co.th เลยขอพาทุกคนไปรู้จักกับอัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อกันครับ

โดยปกติแล้ว อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อจะอยู่ในลักษณะการคำนวณแบบร้อยละต่อปี ซึ่งธนาคาร หรือสถาบันทางการเงิน จะจัดแจงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เอาไว้หลากหลายประเภท หลายอัตรา โดยทั่วไปขึ้นอยู่กับประเภทของเงินกู้ หรือสินเชื่อนั่นเอง แต่โดยภาพรวมของประเภทของอัตราดอกเบี้ยสินเขื่อที่พบบ่อย มักจะมี

อัตราดอกเบี้ยเงินกู้แบบคงที่ (Fixed Rate)

คือ อัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้เป็นตัวเลขเฉพาะ ไม่ขึ้นหรือลงตามต้นทุนของสถาบันการเงิน คงที่ตลอดอายุสัญญาเงินกู้หรือในช่วงเวลาที่กำหนด เช่น กำหนดให้ชำระดอกเบี้ยร้อยละ 7 ต่อปี เป็นเวลา 4 ปี คุณก็จะเสียอัตราดอกเบี้ยในจำนวนเดิมเท่ากันตลอดทั้ง 4 ปี

อัตราดอกเบี้ยเงินกู้แบบลอยตัว (Floating Rate)

คือ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่เปลี่ยนแปลงไปตามต้นทุนของสถาบันการเงิน ซึ่งสถาบันการเงินจะประกาศออกมาเป็นครั้ง ๆ ไป โดยมักจะปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยตามเศรษฐกิจนั่นเอง โดยปัจจัยที่สถาบันการเงินใช้อ้างอิงในการเรียกเก็บดอกเบี้ยเงินกู้จากลูกค้า มักจะมีลักษณะของอัตราดอกเบี้ยแบบ MLR MOR และ MRR ซึ่งทั้ง 3 ประเภท มีความแตกต่างกันดังนี้

ความแตกต่างของ MLR, MOR และ MRR

1. MLR (Minimum Loan Rate) หมายถึง อัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บจากลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี เช่น มีประวัติการเงินที่ดี มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน มีความน่าเชื่อถือ มีอาชีพมั่นคง และแสดงให้เห็นว่ามีศักยภาพในการชำระหนี้ในอนาคต ซึ่ง MLR จะเป็นใช้สำหรับสินเชื่อเงินกู้ระยะยาวที่มีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน เช่น สินเชื่อเพื่อการประกอบธุรกิจ

2. MOR (Minimum Overdraft Rate) หมายถึง อัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บจากลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีประเภทวงเงินเบิกเกินบัญชี หรือที่รู้จักกันในชื่อ O/D ที่ย่อมาจาก Overdraft ซึ่งดอกเบี้ยจะถูกคิดก็ต่อเมื่อคุณได้เบิกวงเงินออกมาใช้ โดยอัตราดอกเบี้ยจะคิดเฉพาะเงินส่วนนั้นๆ ที่ได้เบิกออกมา และทันที่ที่คุณจ่ายชำระเงินต้นกลับคืน การคิดดอกเบี้ยก็จะหยุดทันที แต่อัตราดอกเบี้ยที่ถูกคิดก็มักจะสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยอื่นๆ MOR จึงเป็นอัตราดอกเบี้ยที่มักจะใช้กับสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับธุรกิจ หรือลูกค้ารายใหญ่

3. MRR (Minimum Retail Rate) หมายถึง อัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บจากลูกค้ารายย่อยชั้นดี เช่น สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อที่อยู่อาศัย ซึ่งมีข้อสังเกตว่า อัตราดอกเบี้ยมักจะสูงกว่า MLR

ทั้งนี้เมื่อคุณพบว่าอัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อที่คุณต้องการขอเป็นแบบลอยตัว คุณสามารถพิจารณาเปรียบเทียบจากสถาบันทางการเงินที่ต่างๆ ได้ นั่นเพราะ MLR MOR และ MRR ของแต่ละที่จะไม่เท่ากัน และอีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้แบบลอยตัว นั่นคือ ลูกค้าสองคนเดินเข้าไปหาธนาคารเดียวกันเพื่อขอกู้สินเชื่อเหมือนกัน ก็ไม่จำเป็นว่าจะได้อัตราดอกเบี้ยที่เท่ากัน ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ นั่นเป็นเพราะสถาบันการเงินจะมองความเสี่ยงของลูกค้าแต่ละคนไม่เท่ากัน ยิ่งความเสี่ยงสูง อัตราดอกเบี้ยอาจจะสูงไปด้วย
ทั้งหมดนี้ก็จะเป็นอัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อที่คุณมักจะพบ เมื่อยื่นขอสินเชื่อนะครับ และหากคุณผู้อ่านมีข้อสงสัย หรือต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมสำหรับอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อของสถาบันการเงินต่าง ๆ ก็สามารถมาดูรายละเอียดกันได้ที่ MoneyGuru.co.th ได้เลยนะครับ