ซื้อบ้านหรือซื้อรถ เลือกอย่างไหนก่อนดีกว่ากัน?

June 26, 2017


ซื้อบ้านหรือซื้อรถ

เมื่อเริ่มทำงานสร้างรายได้เลี้ยงตัวเองได้ การมีบ้านมีรถเป็นของตัวเองคือความฝันของใครหลาย ๆ คน และเป็นที่รู้กันดีกว่า ของทั้งสองสิ่งนั้นไม่ใช่ราคาบาทสองบาท ที่จะอยากได้เมื่อไหร่ก็สามารถซื้อหามาได้เลยทันที ถ้าเป็นคนที่ทางบ้านมีฐานะมีเงินถุงเงินถังคงไม่ใช่ปัญหาเท่าใดนัก แต่ถ้าต้องกู้หนี้ยืมสินมาเพื่อที่จะ ซื้อบ้านหรือซื้อรถ คงต้องคิดหนักหน่อย เพราะซื้อของทั้งสองสิ่งพร้อมกันถือเป็นภาระที่ใหญ่มาก อาจจะทำให้สภาพคล่องทางการเงินของคุณพังลงไปเลยก็ได้ แล้วควรจะซื้อบ้านหรือรถก่อนกันดีล่ะ MoneyGuru.co.th มีคำแนะนำมาฝาก

ความสามารถในการผ่อนชำระ

การกู้หนี้บ้านและรถนั้น สิ่งแรกที่คุณต้องคำนึงถึงเป็นอันดับแรกคือ ‘รายได้ของคุณ’ ว่ามันเพียงพอต่อการชำหระหนี้เหล่านั้นหรือไม่ เพราะภาระผ่อนชำระต่อเดือนสำหรับบ้านหรือรถนั้นค่อนข้างหนักพอสมควร ซึ่งหลักเกณฑ์ในการพิจารณาว่าคุณมีกำลังสามารถซื้อบ้านหรือรถได้หรือไม่นั้นก็คือ ความสามารถในการผ่อนชำระ สำหรับบ้านต้องไม่เกิน 40% และสำหรับการผ่อนชำระค่างวดรถยนต์ต้องไม่เกิน 30% ของรายได้ต่อเดือน แต่ในกรณีที่คุณจะซื้อทั้งสองอย่างพร้อมกัน ภาระการผ่อนชำระสำหรับทั้งสองอย่างรวมกันต้องไม่เกิน 40% ของรายได้ของคุณ

ตัวอย่างเช่น คุณมีเงินเดือน 30,000 บาท ต้องการจะกู้ซื้อบ้าน ความสามารถในการผ่อนชำระของคุณคือ 30,000 x 40% = 12,000 บาท หากต้องการจะกู้ซื้อรถ ความสามารถในการผ่อนชำระของคุณคือ 30,000 x 30% = 9,000 บาท ในกรณีที่คุณซื้อรถยนต์ก่อนการซื้อบ้าน แล้วต่อเดือนคุณผ่อนรถไป 9,000 บาท ความสามารถในการผ่อนชำระของคุณจะเหลือเพียง 12,000 – 9,000 = 3,000 บาทเท่านั้น ซึ่งมีแนวโน้มว่าคุณจะไม่ได้รับการอนุมัติเงินกู้บ้านนั่นเอง ส่วนลำดับขั้นความสามารถในการผ่อนชำระและวงเงินในการกู้ของรายได้ต่าง ๆ มีดังตารางด้างล่างนี้

เงินเดือน 

จำนวนเงินผ่อนต่องวด

วงเงินกู้สูงสุด

15,000 6,000 1,000,000
20,000 8,000 1,300,000
25,000 10,000 1,600,000
30,000 12,000 2,000,000
35,000 14,000 2,300,000
40,000 16,000 2,600,000
45,000 18,000 3,000,000
50,000 20,000 3,300,000
55,000 22,000 3,600,000
60,000 24,000 4,000,000
65,000 26,000 4,300,000
70,000 28,000 4,600,000
75,000 30,000 5,000,000
80,000 32,000 5,300,000
85,000 34,000 5,600,000
90,000 36,000 6,000,000
95,000 38,000 6,300,000
100,000 40,000 6,600,000

สินเชื่อบ้าน

สินเชื่อบ้านเป็นสินเชื่อเงินกู้ระยะยาวเพื่อที่อยู่อาศัย และใช้ที่อยู่อาศัยนั้นเป็นหลักประกันในการจำนองบ้าน ให้แก่ธนาคารหรือสถาบันการเงินผู้ให้สินเชื่อ โดยอัตราดอกเบี้ยสำหรับที่อยู่อาศัยส่วนใหญ่จะใช้ อัตราดอกเบี้ยอ้างอิงแบบลอยตัว (Floating Rate) เช่น MLR (Minimum Loan Rate) หรือ MRR (Minimum Retail Rate) แต่จะอนุมัติให้อัตราดอกเบี้ยที่สูงหรือต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงนี้ก็ได้ ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงของผู้ขอสินเชื่อ และนโยบายของสถาบันการเงิน

สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยนั้นจะเป็นแบบลดต้นลดดอก คือดอกเบี้ยจะคำนวณจากจำนวนเงินต้นคงเหลือ หมายความว่ายิ่งคุณชำระเงินเข้าไปมากเท่าไหร่ ดอกเบี้ยก็จะน้อยลงตามไปด้วย และนอกจากนี้ การขอสินเชื่อประเภทนี้ยังมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เกิดขึ้นมาอีก เช่น ค่าจดจำนองหลักประกัน, ค่าสำรวจและประเมินราคาหลักประกัน, ค่าธรรมเนียมการชำระคืนเงินต้นทั้งหมดก่อนกำหนด และอัตราดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ เป็นต้น

สินเชื่อรถยนต์

โดยทั่วไปการซื้อรถยนต์จะทำการซื้อขายกับทางบริษัทสินเชื่อรถยนต์ผ่านทางโชว์รูมรถยนต์ ซึ่งบริษัทสินเชื่อจะเป็นผู้ชำระค่าเช่าซื้อทั้งหมดให้แก่โชว์รูมรถยนต์ แล้วให้คุณผ่อนชำระกับบริษัทสินเชื่อต่อไป ตามอัตราดอกเบี้ยและระยะเวลาที่ตกลงกันไว้ ซึ่งกรรมสิทธิ์ผู้ถือครองรถยนต์จะเป็นของบริษัทสินเชื่อก่อน จนเมื่อผ่อนชำระครบบริษัทสินเชื่อก็จะทำการโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ให้คุณเป็นผู้ถือครอง ในส่วนของอัตราดอกเบี้ย สินเชื่อรถยนต์จะเป็นแบบอัตราดอกเบี้ยคงที่ คืออัตราดอกเบี้ยต่อปีจะถูกหารเท่า ๆ กันและรวมอยู่ในค่างวดแต่ละงวดเรียบร้อยแล้ว หมายความว่า ต่อให้คุณมีเงินมาโปะหนี้รถยนต์ อัตราดอกเบี้ยก็จะยังคงอยู่เหมือนเดิม แม้ว่าจะชำระหมดโดยใช้ระยะเวลา 4 ปี หรือปีเดียวก็ตาม

บทความน่าอ่าน: ซื้อรถยนต์ เลือกซื้อแบบไหนดี รถใหม่หรือมือสอง ?

แล้วควร ซื้อบ้านหรือซื้อรถ ก่อนกัน?

ไม่ว่าจะบ้านหรือรถ ก็ล้วนแต่มีค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษานอกเหนือค่างวดที่ต้องผ่อนชำระทุกเดือนทั้งนั้น ในแง่ของรถยนต์ก็จะมีค่าน้ำมัน ค่าที่จอดรถ ค่าประกันภัย ค่าตรวจเช็กสภาพรถยนต์ และอื่น ๆ อีกมากมาย ส่วนในแง่ของที่อยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็นคอนโดหรือบ้านจัดสรร ก็ต้องเตรียมค่าพื้นที่ส่วนกลางเอาไว้ ค่าต่อเติมบ้าน ค่าซ่อมบำรุงรักษาบ้าน รวมไปถึงค่าน้ำค่าไฟอีกด้วย หมายความว่าไม่ว่าจะซื้ออะไรก่อนหลัง ก็จะต้องเตรียมค่าใช้จ่ายที่จะมีตามมาด้วยเหล่านี้เหมือนกัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ค่าเสื่อมราคาของที่อยู่อาศัยกับรถยนต์นั้นจะแตกต่างกัน บ้านจะมีค่าเสื่อมราคาน้อยกว่ารถยนต์ เผลอ ๆ อาจจะมีราคาสูงขึ้นกว่าตอนที่ซื้อใหม่ ๆ ก็เป็นได้ ในขณะที่ ‘รถ’ ก็มีแต่ ‘ลด’ สมกับชื่อของมัน เวลาผ่านไปไม่กี่ปี ราคาก็ตกลงไป 30%-40% แล้ว

ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องพิจารณาคือ “การใช้ชีวิตของคุณ” หากคุณเป็นผู้ที่ทำงานหรือใช้ชีวิตที่ต้องเดินทางบ่อย เช่น เซลส์แมน การเลือกซื้อรถยนต์เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายและคล่องตัวในการเดินทางก็ถือเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า แต่หากเป็นผู้ที่ทำงานติดที่และต้องเช่าอพาร์ตเมนต์หรือคอนโดอยู่ แต่สามารถเดินทางอย่างสะดวกสบาย ด้วยระบบขนส่งสาธารณะอย่างเช่น รถไฟฟ้า BTS หรือรถไฟไต้ดิน MRT การเลือกซื้อที่อยู่อาศัยย่อมเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

หากคุณเป็นผู้ที่มีเงินเดือนสูงมาก ๆ การซื้อบ้านหลังละสัก 3 ล้านบาทพร้อม ๆ กับรถยนต์ราคาสัก 7 แสนบาท คงไม่ใช่ปัญหาอะไร แต่ถ้าคุณมีเงินเดือนไม่สูงมาก จำเป็นจะต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งก่อน ก็ต้องพิจารณาจากการใช้ชีวิตของคุณเป็นหลัก ว่าสิ่งไหนจำเป็นมากกว่ากัน แต่ไม่ว่าจะเลือกทางใดก็ถือว่าไม่มีผิดถูกทั้งสิ้น เพราะความต้องการและไลฟสไตล์ของชีวิตคนนั้นไม่เหมือนกัน

เคล็ดลับการเงิน

เปรียบเทียบข้อเสนอที่ดีที่สุดในเวลาเพียงหนึ่งนาที!

เพิ่มเพื่อน