โครง การพักชำระหนี้รถยนต์ กับเงื่อนไขเบื้องต้นที่ควรรู้


ตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลกระทบกับภาพรวมของทั้งเศรษฐกิจและสังคมอย่างต่อเนื่อง หลายบริษัทต้องปิดตัวลง มีคนตกงานกันเป็นจำนวนมาก ธนาคารแห่งประเทศไทย จึงออกมาตรการเพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนแก่ประชาชน ให้สามารถพักชำระหนี้ที่ตนมีอยู่ โดยมีโครง การพักชำระหนี้รถยนต์ เป็นหนึ่งในนั้น

การพักชำระหนี้รถยนต์

ข้อมูลจากกลุ่มสถิติการขนส่ง กองแผนงาน กรมการขนส่งทางบก ระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีจำนวนรถที่จดทะเบียนสะสม ณ วันที่ 31 พฤษภาคา 2564 ทั้งสิ้น 41,907,050 คัน โดยมี จำนวนรถที่จดทะเบียนใหม่ในปี 2564 จำนวน 1,223,733 คัน

จีงไม่น่าแปลกใจที่มาตรการเยียวยาผู้มีหนี้รถยนต์และได้รับผลกระทบจากโควิดอย่าง โครงการพักชำระหนี้รถยนต์ จะได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก

ทำไม … โครงการพักชำระหนี้รถยนต์ ถึงสำคัญ

เพราะเป็นมาตรการช่วยเหลือเยียวยาคนที่ยังมีหนี้ผ่อนรถยนต์ และได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ไม่ว่าจะตกงาน หรือโดนลดเงินเดือน ก็สามารถติดต่อขอพักชำระหนี้กับทางธนาคารและสถาบันการเงินที่ตนได้ยื่นขอสินเชื่อไว้ โดยยังไม่ต้องจ่ายเงินต้นและดอกเบี้ย ซึ่งดอกเบี้ยจะยังคงถูกคิดไปเรื่อยๆ และถูกเรียกเก็บภายหลัง

การพักชำระหนี้ VS การพักหนี้

สำหรับคนที่สงสัยว่าการพักชำระหนี้และการพักหนี้แตกต่างกันหรือเปล่า ขอตอบตรงนี้เลยว่า แตกต่างกัน อย่าได้หลงผิดคิดว่า การพักหนี้ คือคำเรียกสั้นๆ ของการพักชำระหนี้เชียว

ฉะนั้น คนที่ต้องการติดต่อเพื่อขอ “พักชำระหนี้” หรือ “พักหนี้” ควรจะต้องศึกษาถึงข้อแตกต่างระหว่างการพักชำระหนี้และการพักหนี้ให้ดีเสียก่อน เพราะการพักชำระหนี้ คือการทำเรื่องขอไม่จ่ายเงินต้นและดอกเบี้ยในช่วงเวลาที่ให้พักชำระ แต่ในช่วงเวลาที่ขอพักชำระ ก็จะยังมีคิดดอกเบี้ยอยู่ และจะเรียกเก็บดอกเบี้ยนั้นในภายหลัง

ส่วนการพักหนี้เป็นการทำเรื่องขอไม่ต้องจ่ายทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย รวมถึงไม่คิดดอกเบี้ยในขณะที่พักชำระหนี้ด้วย

หากใครยังไม่เข้าใจ ห้วข้อนี้ ดร.พีท – พีรภัทร ฝอยทอง ที่ปรึกษากฎหมาย และนักวางแผนการเงินส่วนบุคคล CFP ได้เขียนบทความอธิบายไว้บนเว็บไซต์เวิร์คพอยท์ว่า การยื่นเรื่องขอพักชำระหนี้ กับธนาคารหรือสถาบันการเงินใดก็ตาม แท้จริงแล้ว แม้ธนาคารจะยอมให้ลูกหนี้สามารถพักชำระหนี้ได้ แต่ธนาคารก็ไม่ได้ “พักหนี้” ให้กับลูกหนี้แต่อย่างใด ด้วยเหตุที่ว่า:

การพักชำระเงินต้น = ในงวดที่ขอพักนั้น แม้ไม่ต้องจ่ายเงินต้น แต่ก็ยังต้องจ่ายดอกเบี้ยให้กับธนาคารไปเรื่อย ๆ

การพักชำระหนี้ = ในงวดที่ขอพักนั้น เราไม่ต้องจ่ายทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย แต่ธนาคารก็จะยังคิดดอกเบี้ยไปเรื่อย ๆ แล้วค่อยมาเก็บดอกเบี้ยจากเราภายหลัง

ขณะที่ พักหนี้ = ในงวดที่ขอพักนั้น เราไม่ต้องจ่ายทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย และธนาคารจะหยุดคิดดอกเบี้ยในช่วงที่เราพักหนี้ด้วย

AW-ASN

เงื่อนไขใน การพักชำระหนี้รถยนต์ เบื้องต้นที่ควรรู้

  • เป็นผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19
  • เป็นผู้ไม่เป็นลูกหนี้ NPL ณ วันที่ 1 มีนาคม 2563
  • การพักชำระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย จะมีระยะเวลาสูงสุด 3 เดือน หรือ ไม่เกิน 3 งวด
  • มียอดค้างชำระไม่เกิน 90 วัน หรือ 3 งวด ณ วันที่ลงทะเบียน
  • แต่ละธนาคารหรือสถาบันการเงินมีสิทธิ์ในการพิจารณามาตรการช่วยเหลือตามผลกระทบที่ลูกค้าได้รับ ตามแต่กรณี
  • หากมีการขอเลื่อนการพักชำระหนี้ออกไปอีก จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ตามแต่ธนาคารหรือสถาบันการเงินนั้นๆ เป็นผู้กำหนด

ข้อควรรู้ก่อนตัดสินใจพักชำระหนี้รถยนต์

จริงๆ แล้วการพักชำระหนี้ ก็คือการปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 3 แบบด้วยกัน ดังนี้

  1. การปรับโครงสร้างหนี้แบบป้องกัน เป็นแผนสำหรับลูกหนี้ที่มีประวัติผ่อนชำระดีมาโดยตลอด แต่อาจเจอกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดทำให้ผ่อนชำระไม่ได้ชั่วคราว แต่ยังมีศักยภาพที่จะชำระหนี้ต่อได้ในอนาคต การปรับโครงสร้างแบบนี้ยังถือว่า “เป็นหนี้ปกติ” เหมือนเดิม โดยลูกหนี้สามารถเข้าโครงการพักชำระหนี้โควิด-19 ได้อย่างไม่มีปัญหา
  2. การปรับโครงสร้างหนี้ที่มีปัญหา เป็นแผนสำหรับลูกหนี้ที่ค้างชำระมาเกิน 3 งวด ซึ่งหากคุณเป็นลูกหนี้ที่อยู่ในกลุ่มนี้ ขอแนะนำว่า ควรเข้าโครงการแก้หนี้ดีกว่า โดยสามารถขอข้อมูลได้จากคลินิกแก้หนี้ หรือโทรไปที่ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ศคง.) โทร 1213 ของธนาคารแห่งประเทศไทย
  3. การพักชำระหนี้ เป็นแผนสำหรับลูกหนี้ที่เจอสถานการณ์หนัก และไม่สามารถชำระหนี้หลายอย่างได้ ถ้าคุณอยู่ในกลุ่มนี้ สถานะบัญชีจะขึ้นว่า “พักชำระหนี้” หากสามารถชำระหนี้ต่อได้เมื่อไหร่ สถานะบัญชีก็จะกลับมาเป็นปกติ แต่การหยุดพักชำระไปนาน อาจจะทำให้ถูกเข้าไปอยู่ในกลุ่ม “ผิดชำระหนี้” ได้

กรณี ไม่สามารถติดต่อธนาคารหรือสถาบันการเงินได้ในช่วงนี้ หรือยังไม่สามารถหาข้อตกลงร่วมกันในการขอพักชำระหนี้ หรือพักหนี้ สามารถปรึกษา ศูนย์คุ้มครองบริการทางการเงิน (ศคง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย โดยสามารถติดต่อได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 1213 ในวันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 08.30 – 16.30 น.

นอกจากนี้ ศูนย์คุ้มครองบริการทางการเงิน (ศคง.) ยังได้เปิดช่องทาง “ทางด่วนแก้หนี้” เพื่อเป็นช่องทางเสริมสำหรับประชาชนและธุรกิจที่ต้องการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ให้สามารถแจ้งความต้องการไปที่สถาบันการเงินผ่านทางเว็บไซต์ www.1213.or.th ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ไม่พลาดทุกเรื่องราวข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อน กับ LINE @MoneyGuruThailand