เปรียบเทียบสินเชื่อส่วนบุคคล ที่ดีที่สุดในประเทศไทย

ค้นหาสินเชื่อส่วนบุคคล จากธนาคารชั้นนำ ฟรี ! ด้วยการเปรียบเทียบที่ง่าย สะดวก และรวดเร็ว

พันธมิตรของเรา

ข้อมูลน่ารู้เกี่ยวกับสินเชื่อส่วนบุคคล

เรื่องของสินเชื่อ ต้องมีการวางแผนอย่างชาญฉลาด อ่านบทความน่าสนใจเพิ่มเติมได้ ที่นี่. อ่านบทความทั้งหมดของเราได้ที่นี่

รวมมาตรการพักชำระหนี้งวดรถยนต์-ประจำเดือนธันวาคม
รวมมาตรการพักชำระหนี้งวดรถยนต์ ประจำเดือนธันวาคม
เพิ่มเติม
วิธีสมัครสินเชื่อ ฉุกเฉิน ธ.ก.ส. ฟรี 6 เดือนแรกไม่จำเป็นต้องผ่อนชำระใดๆ เดือนประจำพฤศจิกายน
วิธีสมัครสินเชื่อ ฉุกเฉิน ธ.ก.ส. ฟรี 6 เดือนแรกไม่จำเป็นต้องผ่อนชำระใดๆ เดือนประจำพฤศจิกายน
เพิ่มเติม
วิธีสมัครสินเชื่อบัตรกดเงินสำหรับคนเงินเดือนน้อยอนุมัติไวแค่ 30 นาที จากกรุงศรีเฟิร์สช้อยส์
วิธีสมัครสินเชื่อบัตรกดเงินสำหรับคนเงินเดือนน้อยอนุมัติไวแค่ 30 นาที จากกรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ เดือนพฤศจิกายน
เพิ่มเติม
วิธีสมัครสินเชื่อบัตรกดเงินสดออมสิน วงเงิน 5 เท่าของรายได้ ไม่ต้องค้ำประกัน รับเดือนพฤศจิกายน
วิธีสมัครสินเชื่อบัตรกดเงินสดออมสิน วงเงิน 5 เท่าของรายได้ ไม่ต้องค้ำประกัน รับเดือนพฤศจิกายน
เพิ่มเติม
วิธีสมัครสินเชื่อบัตรกดเงินสดออมสิน วงเงิน 5 เท่าของรายได้ ไม่ต้องค้ำประกัน รับเดือนพฤศจิกายน
วิธีสมัครสินเชื่อซื้อรถมอเตอร์ไซต์เพื่อสร้างรายได้จากธกส. สำหรับประชาชนรับเดือนพฤศจิกายน
เพิ่มเติม
วิธีสมัครสินเชื่อเพื่อพ่อค้าแม่ค้า ไม่ต้องกู้หนี้นอกระบบ ไม่ต้องค้ำกู้ง่ายได้เงินเร็ว ประจำเดือนพฤศจิกายน
วิธีสมัครสินเชื่อเพื่อพ่อค้าแม่ค้า ไม่ต้องกู้หนี้นอกระบบ ไม่ต้องค้ำกู้ง่ายได้เงินเร็ว ประจำเดือนพฤศจิกายน
เพิ่มเติม
วิธีสมัครสินเชื่อออกรถใหม่ป้ายแดงสำหรับคนเงินเดือน 15,000 บาท ดอกเบี้ยต่ำ ผ่อนสบายนาน 7 ปี
วิธีสมัครสินเชื่อออกรถใหม่ป้ายแดงสำหรับคนเงินเดือน 15,000 บาท ดอกเบี้ยต่ำ ผ่อนสบายนาน 7 ปี
เพิ่มเติม
วิธีสมัครสินเชื่อไม่ต้องค้ำประกันจากพรอมิส คนเงินเดือน 6,000 บาท อายุงาน 1 เดือนขึ้นไปก็สมัครได้
วิธีสมัครสินเชื่อไม่ต้องค้ำประกันจากพรอมิส คนเงินเดือน 6,000 บาท อายุงาน 1 เดือนขึ้นไปก็สมัครได้
เพิ่มเติม
รวมสินเชื่อสำหรับเยียวยาเกษตรกร-จากธนาคาร-ธ.ก.ส
รวมสินเชื่อสำหรับเยียวยาเกษตรกร จากธนาคาร ธ.ก.ส.
เพิ่มเติม
เช็คสิทธิโครงการสินเชื่อเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกยางพารา
เช็คสิทธิโครงการสินเชื่อเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกยางพารา
เพิ่มเติม
ทำบัตร UOB Cash Plus หรือขอสินเชื่อเงินสด UOB- I-Cash ดี
ทำบัตร UOB Cash Plus หรือขอสินเชื่อเงินสด UOB- I-Cash ดี
เพิ่มเติม
วิธีสมัครสินเชื่อช้างไทยเงินกู้-สินเชื่อสำหรับคนติดบูโรก็กู้ได้-ในเดือนพฤศจิกายน
วิธีสมัครสินเชื่อช้างไทยเงินกู้ สินเชื่อสำหรับคนติดบูโรก็กู้ได้ ในเดือนพฤศจิกายน
เพิ่มเติม

สินเชื่อบุคคลคืออะไร  เมื่อคุณต้องการเงินสดไม่ว่าจะด้วยวัตถุประสงค์ใด คุณสามารถขอกู้ สินเชื่อส่วนบุคคล กับธนาคารได้ ซึ่งวงเงินสินเชื่อและอัตราดอกเบี้ยที่คุณจะได้นั้นธนาคารเป็นผู้กำหนด โดยพิจารณาจากรายได้ต่อเดือน ณ ปัจจุบัน และประวัติการชำระหนี้ที่คุณมีอยู่

สินเชื่อในประเทศไทยจะเป็นสินเชื่อแบบไม่ต้องมีบุคคลหรือหลักทรัพย์ค้ำประกัน นั่นหมายถึงคุณไม่จำเป็นต้องใช้หลักทรัพย์หรือบุคคลค้ำประกันใด ๆ ในการกู้เงิน การกู้สินเชื่อจำเป็นต้องดูองค์ประกอบหลายๆ อย่าง ก่อนที่จะตัดสินใจกู้ อาทิเช่น ค่าธรรมเนียมต่างๆ ที่คุณอาจจะต้องจ่าย อัตราดอกเบี้ย รวมไปถึงยอดที่ต้องชำระต่อเดือน

วัตถุประสงค์ที่คนไทยส่วนใหญ่ขอกู้สินเชื่อส่วนบุคคล เช่น เพื่อชำระค่ารักษาพยาบาล, เพื่อการลงทุนหรือขยายธุรกิจ, เพื่อการศึกษา, เพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์/ต่อเติมที่อยู่อาศัย หรือเพื่อการรวมหนี้ไว้ในที่เดียวเพื่ออัตราดอกเบี้ยที่ถูกกว่า

Read more >>> 5 ข้อควรระวัง ที่ทำให้ขอสินเชื่อไม่ผ่าน 
คุณสมบัติของผู้ขอกู้สินเชื่อนั้น มีดังต่อไปนี้

  1. มีอายุระหว่าง 20 - 60 ปีบริบูรณ์

  2. มีรายได้ขั้นต่ำ 7,500 บาท (แล้วแต่สถาบันการเงินกำหนด) และมีรายได้ผ่านบัญชีธนาคาร

  3. ต้องเป็นคนไทย หรือถือสัญชาติไทยเท่านั้น

  4. หากเป็นชาวต่างชาติจำเป็นต้องมี work permit ในการทำงานและพำนักในประเทศไทย

  5. กรณีที่เป็นเจ้าของกิจการ จะต้องมีรายได้ขั้นต่ำตามที่สถาบันการเงินผู้ให้กู้กำหนดเอาไว้


Read More..
การคิดดอกเบี้ยเงินกู้

อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อจะอยู่ในลักษณะการคำนวณแบบร้อยละต่อปี ซึ่งธนาคาร หรือสถาบันทางการเงิน จะจัดแจงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เอาไว้หลากหลายประเภท หลายอัตรา โดยทั่วไปขึ้นอยู่กับประเภทของเงินกู้หรือสินเชื่อ

ตัวอย่างเช่น ดอกเบี้ยร้อยละ 10 ต่อปี หมายถึงหากนายดำปล่อยเงินกู้ให้นายแดง 100 บาท โดยตกลงว่าจะต้องจ่ายคืนในระยะเวลา 1 ปี นายดำก็จะได้เงินจากนายแดงไปใช้ แต่ภายในเวลา 1 ปี นายแดงจะต้องหาเงินมาคืนนายดำ 100 บาท พร้อมดอกเบี้ยเงินกู้อีก 10 บาท เป็น 110 บาท เป็นต้น 

Read more >>>  ทำความรู้จัก อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ เขาคิดกันอย่างไร
การเตรียมตัวก่อนขอสินเชื่อ  ​​​​​​หากมีความจำเป็นต้องขอสินเชื่อ สิ่งสำคัญอันดับแรกที่เราต้องพิจารณาคือความสามารถในการชำระหนี้ของตนเอง ดังนั้นการเลือกประเภทของสินเชื่อให้เหมาะสมกับความต้องการและกำลังในการหารายได้เพื่อชำระหนี้ในอนาคนจึงเป็นเรื่องสำคัญ อีกทั้งยังต้องทำความเข้าใจในกระบวนการและเงื่อนไขในการขอสินเชื่อให้ละเอียด ถี่ถ้วนและรอบคอบ เพื่อให้เราสามารถเตรียมตัวให้พร้อมและสินเชื่อจะได้รับการอนุมัติตามที่ต้องการ 

Read more >>> ก่อนกู้เงินต้องรู้ ขอสินเชื่อต้องเตรียมตัวอย่างไร
เอกสารที่ต้องเตรียมก่อนขอสินเชื่อ 

เอกสารประจำตัว 

เช่น สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน หรือสำเนาบัตรข้าราชการ/รัฐวิสาหกิจ สำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาทะเบียนสมรส ทะเบียนหย่า หรือใบมรณบัตร สำเนาหลักฐานการเปลี่ยนชื่อ สกุล (ถ้ามี) กรณีนิติบุคคล อาจใช้สำเนาทะเบียนการค้า หนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล

เอกสารเกี่ยวกับรายได้ ได้แก่

  • ผู้มีรายได้ประจำ ใบรับรองเงินเดือน หรือหลักฐานการรับ/จ่ายเงินเดือนจากนายจ้าง สมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร

  • ผู้มีอาชีพอิสระ กรณีเป็นสัญญาจ้าง อาจใช้สำเนาสัญญาว่าจ้างและหลักฐานการจ่ายเงินค่าจ้าง กรณีเป็นแพทย์ ทนายความ ผู้สอบบัญชี วิศวกร สถาปนิก ควรแสดงใบอนุญาตประกอบวิชาชีพด้วยบัญชีเงินฝาก พร้อมใบแจ้งยอดบัญชี หรือสเตทเมนต์ (statement) ของบัญชีเงินฝากของตนเองหรือของกิจการย้อนหลังอย่างน้อย 6 เดือน หลักฐานรายได้หรือทรัพย์สินอื่นๆ เช่น ใบหุ้น พันธบัตรรัฐบาล บัญชีเงินฝากธนาคาร

  • นิติบุคคล ได้แก่ สำเนางบการเงินปีล่าสุด และย้อนหลังไม่น้อยกว่า 3 ปี สำเนาแสดงรายการภาษีเงินได้ประจำปี สำเนาเอกสารสิทธิในทรัพย์สินที่เสนอเป็นหลักประกัน และแผนที่แสดงที่ตั้งสถานประกอบการ


Read more >>> ก่อนกู้เงินต้องรู้ ขอสินเชื่อต้องเตรียมตัวอย่างไร
หลักเกณฑ์ที่สถาบันการเงินใช้ในการพิจารณาสินเชื่อ 

โดยทั่วไปสถาบันการเงินต่างๆ จะมีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาสินเชื่อที่ไม่ต่างกันนัก เรียกว่าหลักการ 5C ประกอบด้วย

  1. Character คุณลักษณะและความน่าเชื่อถือของผู้ขอสินเชื่อ

  2. Capacity ความสามารถในการจ่ายชำระหนี้คืนได้ตามระยะเวลาที่กำหนด

  3. Capital เงินทุน สินทรัพย์ หรือเงินฝาก เพื่อเป็นหลักประกัน

  4. Collateral ผู้ค้ำประกันหรือหลักประกันที่ผู้ขอสินเชื่อนำมาจำนำ หรือจำนอง

  5. Conditions ปัจจัยภายนอกที่มีผลกระทบต่อรายได้ของผู้ขอสินเชื่อ เช่น เศรษฐกิจ เงินเฟ้อ


Read more >>> 3 เกณฑ์พิจารณาการ ขอสินเชื่อธนาคาร แบบไหนมีผลกระทบหากผู้กู้มีหนี้บัตรเครดิต
อัตราดอกเบี้ยที่ผู้กู้สินเชื่อส่วนบุคคลควรรู้

อัตราดอกเบี้ยเงินกู้แบบคงที่ (Fixed Rate) คือ อัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้เป็นตัวเลขเฉพาะ ไม่ขึ้นหรือลงตามต้นทุนของสถาบันการเงิน คงที่ตลอดอายุสัญญาเงินกู้หรือในช่วงเวลาที่กำหนด เช่น กำหนดให้ชำระดอกเบี้ยร้อยละ 7 ต่อปี เป็นเวลา 4 ปี คุณก็จะเสียอัตราดอกเบี้ยในจำนวนเดิมเท่ากันตลอดทั้ง 4 ปี

อัตราดอกเบี้ยเงินกู้แบบลอยตัว (Floating Rate) คือ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่เปลี่ยนแปลงไปตามต้นทุนของสถาบันการเงิน ซึ่งสถาบันการเงินจะประกาศออกมาเป็นครั้งๆ ไป โดยมักจะปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยตามเศรษฐกิจ โดยธนาคารจะประกาศอยู่เรื่อยๆ ในเว็บไซต์ของธนาคาร

อัตราดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก (Effective Rate) คือ วิธีคำนวณอัตราดอกเบี้ยแบบหนึ่งของการขอสินเชื่อ เมื่อคุณชำระเงินต้นคืนไปมากเท่าไหร่จำนวนเงินต้นคงเหลือที่นำมาคำนวณดอกเบี้ยก็จะยิ่งน้อยลง ยิ่งเงินต้นเหลือน้อยเท่าไหร่อัตราดอกเบี้ยก็จะถูกลงตามไปด้วยเท่านั้น โดยดอกเบี้ยจะถูกคิดคำนวณเป็นรายวันจากเงินต้นที่เหลือในแต่ละเดือน ดอกเบี้ยประเภทนี้จะเป็นดอกเบี้ยของสินเชื่อส่วนบุคคลและบัตรกดเงินสด

Read more >>>  ทำความรู้จัก อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ เขาคิดกันอย่างไร
ประเภทของสินเชื่อ ปัจจุบันมีสินเชื่อส่วนบุคคลอยู่ 2 ประเภท ได้แก่ สินเชื่อที่มีหลักประกัน หมายถึง สินเชื่อที่ต้องนำสินทรัพย์ เช่น บ้าน หรือรถยนต์ที่มีมูลค่าเท่ากับหรือมากกว่าสินเชื่อที่ขอมาเป็นสิ่งค้ำประกัน และสินเชื่อไม่มีหลักประกัน หมายถึง สินเชื่อที่ไม่จำเป็นต้องมีสินทรัพย์ค้ำประกัน เพียงแค่แสดงหลักฐานรายได้ตอนสมัครขอสินเชื่อ คุณก็สามารถได้รับสินเชื่อที่ต้องการได้

Read more >>>  ก่อนกู้เงินต้องรู้ ขอสินเชื่อต้องเตรียมตัวอย่างไร
สินเชื่อเงินสด คือ สัญญาเงินกู้ ที่เป็นในลักษณะเงินกู้ก้อนใหญ่ก้อนเดียว หลังจากนั้นผู้กู้จะต้องทยอยชำระหนี้เป็นงวดๆ งวดละเท่าๆ กัน ตามระยะเวลา และอัตราดอกเบี้ยที่สัญญากำหนด โดยระยะเวลาในการชำระหนี้สินเชื่อเงินสดนั้นเริ่มต้นตั้งแต่ 1 ปี 3 ปี หรือ 5 ปี เป็นต้น

บัตรกดเงินสด จะเป็นบัตรที่ใช้กดเงินสดจากตู้ ATM หากเจ้าของบัตรไม่กดเงินสด ก็ยังไม่เป็นหนี้ (ซึ่งไม่นับค่าธรรมเนียมการถือครองบัตรรายปี) แต่เมื่อใดก็ตามที่ผู้ถือบัตรกดเงินสดจากตู้ ATM ผู้กดเงินสดจะถูกคิดดอกเบี้ยนับตั้งแต่วันแรก 
จากที่สมัยก่อนต้องเดินทางไปที่ธนาคารเพื่อชำระหนี้เท่านั้น ในปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่อำนวยความสะดวกในการชำระหนี้ให้กับลูกหนี้ได้หลากหลายช่องทางได้มากขึ้น ดังต่อไปนี้

Read More..
คุณสามารถชำระสินเชื่อต่องวดมากกว่าขั้นต่ำตามที่ระบุเอาไว้ในสัญญาได้ ซึ่งการทำแบบนี้จะช่วยให้คุณสามารถปิดหนี้ได้เร็วขึ้นด้วย เนื่องจากเงินส่วนต่างที่คุณชำระเกินไปทุกเดือนนั้นจะถูกนำไปหักจากเงินต้น และด้วยเงินต้นที่ลดลงส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยในงวดถัด ๆ ไปลดน้อยลงตามไปด้วย เพราะเงินต้นที่ถูกนำมาคำนวณดอกเบี้ยนั้นลดลงไปนั่นเอง
คุณสามารถปิดหนี้ก่อนกำหนดได้โดยไม่เสียค่าธรรมเนียมใด ๆ โดยจะมีสูตรคำนวณดอกเบี้ยเงินต้นส่วนที่เหลือ ดังต่อไปนี้ เงินต้นคงเหลือ คูณด้วย อัตราดอกเบี้ยเป็น % ตามที่ระบุในสัญญา คูณด้วย จำนวนวันนับตั้งแต่การชำระหนี้ครั้งล่าสุดจนถึงวันปัจจุบันที่จะปิดหนี้ จากนั้นนำมา หารด้วย 365 วัน Read More..
หากคุณเป็นผู้ที่มีรายได้แบบไม่ผ่านบัญชีธนาคาร จะไม่สามารถขอกู้สินเชื่อได้ เนื่องจากว่าคุณไม่มีหลักฐานในการยืนยันรายได้ ว่ามีรายได้หมุนเวียนทุก ๆ เดือน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ เพราะมันแสดงให้เห็นว่าคุณมีความน่าเชื่อถือและสามารถชำระหนี้ได้หากได้รับอนุมัติสินเชื่อนั่นเอง
วงเงินที่ได้รับจะขึ้นอยู่กับรายได้ของผู้ขอกู้สินเชื่อ ณ ปัจจุบัน และการพิจารณาของผู้ให้กู้สินเชื่อ โดยทั่วไปจะสูงสุดไม่เกิน 5 เท่าของรายได้ต่อเดือนของผู้ขอกู้สินเชื่อ แต่เพดานสูงสุดจะไม่เกิน 1,000,000 บาท, 1,500,000 บาท หรือ 2,000,000 บาท แล้วแต่สถาบันการเงินจะกำหนด โดยยึดตามการชำระหนี้ในอดีตของผู้ขอกู้ที่จะถูกบันทึกเอาไว้ในเครดิตบูโร หากคุณเป็นลูกหนี้ที่ชำระหนี้ตรงตามนัดชำระมาโดยตลอด ไม่เคยขาดไม่เคยล่าช้าแม้แต่งวดเดียว รวมไปถึงภาระหนี้ต่อเดือนในปัจจุบันของคุณยังไม่เกินกว่า 60% ของรายได้ ก็เป็นไปได้ว่าคุณจะได้สินเชื่อในวงเงินสูงสุดตามที่คุณขอกู้ไว้
MLR ย่อมาจากคำว่า Minimum Loan Rate ความหมายคือ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำที่ธนาคารเรียกเก็บจากลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีประเภทเงินกู้แบบกำหนดระยะเวลา

MOR ย่อมาจากคำว่า Minimum Overdraft Rate ความหมายคือ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำที่ธนาคารเรียกเก็บจากลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีประเภทเงินเบิกเกินบัญชี

MRR ย่อมาจากคำว่า Minimum Retail Rate ความหมายคือ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำที่ธนาคารเรียกเก็บจากลูกค้ารายย่อยชั้นดี

 
วิธีคิด MLR MOR MRR มีตัวอย่างดังนี้

ธนาคาร A ปล่อยกู้เงินซื้อคอนโดที่วงเงิน 5,000,000 บาท ด้วยอัตราดอกเบี้ย MLR – 1% ในช่วงแรกและ MLR + 1% ตั้งแต่ปีที่ 3 เป็นต้นไป แสดงว่าอัตราดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายจะเปลี่ยนแปลงไปตามอัตราดอกเบี้ย MLR ที่ธนาคารกำหนดในแต่ละปี ถ้าปีแรก MLR = 6.25% ก็ต้องจ่ายดอกเบี้ยในอัตรา 5.25(MLR – 1%) ถ้าปีที่สาม MLR = 7.5% ก็ต้องจ่ายดอกเบี้ยในอัตรา 8.5(MLR + 1%) เป็นต้น

โดยปกตินั้นอัตราดอกเบี้ย MRR จะสูงกว่า MOR และ อัตราดอกเบี้ย MOR จะสูงกว่า MLR ซึ่งส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ย MRR และ MLR เป็นตัวที่จะบ่งบอกถึงระดับความเสี่ยงที่ต่างกันระหว่างลูกค้ารายใหญ่และรายย่อย เป็นต้น
ความสามารถชำระหนี้ (Affordability Ratio) คือ ผลการวิเคราะห์จากอัตราส่วนภาระหนี้สินต่อรายได้ เป็นตัวช่วยประเมินหาความสามารถในการชำระหนี้คืนของลูกหนี้ โดยทั่วไป เพื่อให้การดำรงชีวิตเป็นไปได้อย่างปกติ เงินผ่อนหนี้บ้านในแต่ละเดือน (Mortgage Affordability Ratio) ไม่ควรเกิน 25 - 30% ของรายได้ และเมื่อรวมหนี้ที่ต้องผ่อนทั้งหมดในแต่ละเดือน (Total Affordability Ratio) แล้วไม่ควรจะเกิน 40 - 50% ของรายได้

ตัวอย่างเช่น คุณธนบัตรมีรายได้สุทธิเดือนละ 100,000 บาท ยอดผ่อนหนี้บ้านในแต่ละเดือนของคุณธนบัตรควรอยู่ที่ประมาณ 25,000 - 30,000 บาท และเมื่อรวมหนี้อื่นๆ ที่ต้องผ่อนแล้ว ก็ไม่ควรชำระหนี้เกิน 40,000 – 50,000 บาทต่อเดือน หรืออาจกล่าวได้ว่า ถ้าคุณธนบัตรต้องผ่อนบ้านเดือนละ 25,000 บาท คุณธนบัตรก็ไม่ควรผ่อนหนี้ประเภทอื่นๆ อีกเกินกว่า 15,000 บาทต่อเดือน หรือเงินผ่อนชำระต่อเดือนไม่ควรเกิน 40,000 บาทนั่นเอง
อัตราเงินเฟ้อ (Inflation Rate) คือ ตัวชี้วัดที่แสดงการเปลี่ยนแปลงของดัชนีราคาสินค้าและบริการในปีปัจจุบันเทียบเท่ากับปีก่อน เช่น อัตราเงินเฟ้อ 5% อธิบายง่ายๆ ก็คือ ราคาสินค้าโดยทั่วไปสูงขึ้น 5% (จาก 100 เป็น 105 บาท) เมื่อเทียบกับปีก่อน ดังนั้น ถ้ารายได้ของเราเพิ่มขึ้นน้อยกว่าอัตราเงินเฟ้อ เราก็จะซื้อสินค้าได้น้อยลง เงินเฟ้อจึงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้อำนาจซื้อ (Purchasing Power) ของเราลดลง ซึ่งในการพิจารณาผลตอบแทนจากการลงทุนเพื่อวางแผนการเงิน โดยเฉพาะแผนการเกษียณและแผนการเงินระยะยาวก็จะต้องคำนึงถึงเงินเฟ้อด้วยเสมอเพราะเงินเฟ้อจะลดทอนจำนวนเงินของเราไปตามกาลเวลาได้นั่นเอง
เครดิตบูโร หรือ บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ ดำเนินงานภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต พ.ศ. 2545 โดยมีหน้าที่เก็บรวบรวมข้อมูลการชำระเงินสินเชื่อหรือรายงานข้อมูลเครดิต (Credit Report) ของบุคคลและนิติบุคคลจากสถาบันการเงินที่เป็นสมาชิก ได้แก่ ธนาคารพาณิชย์ ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐบาล บริษัทบัตรเครดิต บริษัทผู้ประกอบการธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคล บริษัทลิสซิ่งเช่าซื้อ ซึ่งสถาบันการเงินที่เป็นสมาชิกมีหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องนำส่งข้อมูลของลูกค้าให้แก่เครดิตบูโร รายงานข้อมูลเครดิตประกอบด้วยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเจ้าของข้อมูล เช่น ประวัติการขอสินเชื่อ การได้รับอนุมัติ การชำระสินเชื่อ การชำระสินค้าและบริการบัตรเครดิต เป็นต้น โดยเครดิตบูโรจะเก็บข้อมูลเครดิตไว้ 36 เดือนสำหรับบุคคลธรรมดา และ 60 เดือนสำหรับนิติบุคคล ซึ่งข้อมูลการชำระสินเชื่อจากสถาบันการเงินจะถูกส่งเข้าไปในระบบของเครดิตบูโรทุกเดือน ข้อมูลเก่าจึงถูกแทนที่ด้วยข้อมูลใหม่ทุกเดือน โดยทั่วไปสถาบันการเงินจะใช้รายงานข้อมูลเครดิตเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาสินเชื่อ เพื่อประเมินความสามารถในการชำระหนี้และการมีวินัยในการชำระหนี้ของเจ้าของข้อมูลหรือผู้ที่ต้องการกู้เงินทั้งนี้ สถาบันการเงินจะต้องขออนุญาตจากเจ้าของข้อมูลก่อนจึงจะมีสิทธิขอข้อมูลจากเครติตบูโรได้
อัตราดอกเบี้ยแบบขั้นบันได (Step Up Interest Rate) เป็นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ธนาคารจะจ่ายให้ผู้ฝากเงินเพิ่มขึ้นตามระยะเวลา ตามเงื่อนไขที่กำหนด โดยทั่วไปจะกำหนดจำนวนเงินฝากขั้นต่ำและไม่อนุญาตให้เบิกถอนก่อนกำหนด รวมทั้งการคิดอัตราดอกเบี้ยแบบนี้จะเป็นการคิดดอกเบี้ยแบบไม่ทบต้น หมายถึง จะไม่นำดอกเบี้ยที่ได้รับในช่วงแรกมารวมเป็นเงินต้นงวดถัดไปนั่นเอง มีวิธีการคำนวนดังนี้

วันที่ 1 มกราคม ฝากเงิน 100,000 บาท ได้รับอัตราดอกเบี้ยแบบขั้นบันได 12 เดือน โดยธนาคารจ่ายดอกเบี้ยสำหรับเดือนที่ 1 - 4 ในอัตรา 2% เดือนที่ 5 - 8 ในอัตรา 2.5% เดือนที่ 9 - 11 ในอัตรา 3% และเดือนสุดท้ายในอัตรา 3.5% โดยมีเงื่อนไขว่า หากถอนเงินก่อนกำหนดจะได้รับดอกเบี้ยเท่ากับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์
อัตราดอกเบี้ยเงินรับฝากและเงินให้กู้ยืมลูกค้าทั่วไปของของสถาบันการเงิน คือ การรวบรวมจากอัตราดอกเบี้ย ณ วันทำการสิ้นเดือนที่แต่ละสถาบันการเงินประกาศกำหนด โดยในส่วนของธนาคารพาณิชย์ รวบรวมจากธ.พ. 5 แห่ง คือ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารกรุงไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ และธนาคารกรุงศรีอยุธยา(แสดงค่าในตารางเป็นค่าเฉลี่ยต่ำสุด สูงสุดรายเดือน)

อัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมลูกค้าทั่วไป มีหลายประเภท ได้แก่

  • อัตราดอกเบี้ยเงินเบิกเกินบัญชี MOR (Minimum Overdraft Rate : MOR)

  • อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี (Minimum Lending Rate : MLR)

  • อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยชั้นดี(Minimum Retail Rate : MRR)

  • อัตราดอกเบี้ยเงินกู้เฉลี่ยถ่วงน ้าหนัก (Minimum Lending Rate Weighted Average : Average) หมายถึงอัตราดอกเบี้ยที่คำนวณจาก อัตราดอกเบี้ย minimum รายสัญญาที่ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บจากสินเชื่อชั้นปกติ (ไม่รวม สินเชื่อบัตรเครดิตและอุปโภคบริโภค และไม่รวมสินเชื่อที่ให้กับคู่สัญญาที่เป็น interbank และภาครัฐ) และถ่วงน้ำหนักด้วยยอดคงค้างสินเชื่อของแต่ละสัญญา

  • อัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูงสุดหมายถึงอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่สถาบันการเงินเรียกเก็บจากลูกค้า

อัตราดอกเบี้ยนโยบาย เป็นอัตราดอกเบี้ยที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ใช้เป็นเครื่องมือหลักในการส่งสัญญาณนโยบายการเงิน ภายใต้กรอบเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อ โดยตั้งแต่ 23 พฤษภาคม 2543 จนถึงวันที่ 16 มกราคม2550 กนง.ได้ใช้อัตราดอกเบี้ยซื้อคืนพันธบัตร 14 วัน (RP 14 วัน) เป็นดอกเบี้ยนโยบาย ต่อมาตั้งแต่วันที่ 17 มกราคม 2550 ได้เปลี่ยนมาใช้อัตราดอกเบี้ยซื้อคืนพันธบัตร 1 วัน (RP 1 วัน) และตั้งแต่วันที่
13 กุมภาพันธ์ 2551 เป็นต้นมาได้ใช้อัตราดอกเบี้ยธุรกรรมซื้อคืนพันธบัตรแบบทวิภาคี (Bilateral RepurchaseTransactions) ระยะ 1 วัน แทน(แสดงค่าในตารางเป็นอัตรา ณ วันทำการสิ้นเดือน)
อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Real Interest Rate) หมายถึง อัตราดอกเบี้ยที่ระบุไว้ (Nominal Interest Rate) หักด้วยอัตราเงินเฟ้อ (Inflation Rate) มีวิธีการคำนวนดังนี้

ฝากเงิน 10,000 บ าทไว้กับธนาคารพาณิชย์โดยได้รับดอกเบี้ย 2% ต่อปี หากอัตราเงินเฟ้อเท่ากับ 3% อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงจะเท่ากับ -1% (2% - 3% = -1%) หรืออัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงติดลบ 1% ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ากำลังซื้อจะลดลง เช่น หากต้องการซื้อสินค้าราคา 10,000 บาท ในตอนต้นปี ถ้าเงินฝากจำนวน 10,000 บาท ซึ่งได้รับดอกเบี้ย 2% พอถึงสิ้นปีเงินฝากนี้ก็จะมีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 10,200 บาท แต่ราคาสินค้าทั่วไปกลับเพิ่มขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อเป็น 10,300 บาท เงินออมที่มีจึงไม่เพียงพอที่จะซื้อสินค้าชิ้นนี้
อัตราดอกเบี้ยที่ผู้กู้เงินต้องจ่ายจริง (Effective Interest Rate) คำนวณจากจำนวนเงินที่ผู้กู้ได้รับจริง ระยะเวลาการกู้ยืม การจ่ายคืนเงินต้นและดอกเบี้ยในแต่ละงวด โดยจะพิจารณาจากส่วนต่างที่แท้จริงของเงินต้นกับเงินที่ผู้กู้ต้องจ่ายคืน โดยทั่วไป Effective Interest Rate จะสูงกว่า Nominal Interest Rate มีวิธีการคำนวนดังนี้

กู้เงินผ่อนสินค้า 30,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 2% ต่อเดือน โดยจะต้องชำระทั้งสิ้น 24 เดือน ซึ่งเงินผ่อนชำระต่อเดือน = (เงินต้น + ดอกเบี้ย)  จำนวนงวด = [30,000 + (30,000 x 2% x 24)]  24 = 1,850 บาทต่อเดือน หรือคิดเป็นเงินที่จ่ายคืนให้เจ้าหนี้ทั้งสิ้น 44,400 บาท ซึ่งเมื่อคำนวณเปรียบเทียบกับเงินต้นและระยะเวลาที่กู้ยืมแล้ว จะต้องเสียดอกเบี้ย 3.41ต่อเดือนหรือ 40.88% ต่อปี

กรณีที่ Nominal Interest Rate คือ 2ต่อเดือนหรือ 24ต่อปี และ Effective Interest Rate คือ 3.41ต่อเดือนหรือ 40.88ต่อปี เห็นได้ว่า Effective Interest Rate จะสูงกว่า Nominal Interest Rate ถึง 16.88ต่อปี ซึ่งความแตกต่างนี้จะสูงขึ้นอีกหากระยะเวลาในการกู้ยืมยาวนานขึ้นหรือมีจำนวนงวดที่ต้องผ่อนชำระมากขึ้น ดังนั้น ในการกู้เงินผู้กู้จึงควรพิจารณาอัตราดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายจริงให้รอบคอบก่อนตัดสินใจ
อัตราดอกเบี้ยทบต้น หรือ Compound Interest Rate มีวิธีการคำนวนดังนี้ 

  • นำเงิน 10,000 บาท ไปฝากธนาคาร และอัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร เท่ากับ 5% ต่อปีทุกๆ ปี เมื่อครบ 1 ปี เงินของเราจะเพิ่มขึ้นเป็น 10,500 บาท (เงินต้น 10,000 บาท บวกดอกเบี้ย 500 บาท) เงิน 10,500 บาทนี้ จะกลายเป็นเงินต้นของปีที่ 2 และเมื่อครบ 2 ปี เงินของเราจะเพิ่มขึ้นเป็น 11,025 บาท (เงินต้น 10,500 บาท บวกดอกเบี้ย 525 บาท) และในปีถัดๆ ไปดอกเบี้ยของปีนั้นจะถูกทบเข้ากับเงินต้น และกลายเป็นเงินต้นของปีถัดไปเป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ