แพ้วัคซีนโควิด รัฐจ่ายเท่าไหร่ ประกันคุ้มครองมั้ย? - MoneyGuru.co.th

แพ้วัคซีนโควิด รัฐจ่ายเท่าไหร่ ประกันคุ้มครองมั้ย?


เป็นกระแสที่ผู้คนให้ความสนใจเป็นอันดับต้นๆ นับตั้งแต่เริ่มมีการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ว่าวัคซีนที่เพิ่งคิดค้นขึ้นมา และมีการใช้เป็นครั้งแรกในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 นี้ จะมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคได้จริงหรือไม่ และหากมีการ แพ้วัคซีนโควิด ขึ้นมา ภาครัฐจะดูแลประชาชนอย่างไร หรือ ประกันสุขภาพจะคุ้มครองหรือไม่

ดังนั้น ทางสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สปสช. จึงได้ออกมายืนยันสิทธิของคนไทยทุกคน ในการได้รับเงินช่วยเหลือกรณีแพ้วัคซีนโควิด เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้รับวัคซีนว่าจะมีสวัสดิการรองรับและการชดเชยความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นอย่างเหมาะสม

แพ้วัคซีนโควิด

สปสช. ยืนยันสิทธิของคนไทย กรณี แพ้วัคซีนโควิด

เงินช่วยเหลือ แบ่งตามระดับความรุนแรงของอาการ

  • กรณีเสียชีวิต ทุพพลภาพถาวร หรือเจ็บป่วยเรื้อรังที่ต้องรักษาตลอดชีวิต จะได้รับวงเงินช่วยเหลือสูงสุด 400,000 บาท
  • กรณีเสียอวัยวะหรือพิการที่มีผลกระทบกับการดำเนินชีวิต ได้รับสูงสุด 240,000 บาท
    กรณีบาดเจ็บหรือเจ็บป่วยต่อเนื่อง ได้รับสูงสุด 100,000 บาท
  • เงินช่วยเหลือส่วนนี้จะไม่ใช่การช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาล แต่เน้นชดเชยการขาดรายได้ ซึ่งก็ต้องพิจารณาจากหลายปัจจัย เช่น ความรุนแรงของอาการ ระยะเวลาที่ต้องหยุดทำงานเพื่อสังเกตอาการ เป็นต้น

การยื่นร้องคำขอรับเงินชดเชย

  • ผู้ที่แพ้วัคซีนสามารถยื่นร้องคำขอรับเงินชดเชยได้ด้วยตัวเอง ผ่านสถานที่ที่ให้บริการวัคซีน สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด หรือสำนักงาน สปสช. ในเชตพื้นที่
  • หรือจะให้ทายาท หรือผู้อุปการะ หรือโรงพยาบาลที่ให้บริการวัคซีนเป็นผู้ยื่นคำร้องแทนก็ได้
  • ระยะเวลาในการยื่นคำร้องไม่เกิน 2 ปีนับจากวันที่รับรู้ความเสียหาย

ยื่นคำร้องเสร็จแล้วเกิดอะไรขึ้นต่อ?

  • เมื่อยื่นคำร้องแล้วคณะอนุกรรมการ สปสช. จะเป็นผู้พิจารณาอนุมัติวงเงินช่วยเหลือแก่ผู้ได้รับผลกระทบแต่ละราย โดยไม่รอพิสูจน์จนสิ้นข้อสงสัยว่าสาเหตุที่แท้จริงเกิดจากวัคซีนหรือไม่
  • เพราะจุดประสงค์ของเงินช่วยเหลือคือเพื่อบรรเทาผลกระทบ ไม่ใช่กลไกทางการแพทย์ในการพิสูจน์หาสาเหตุที่แท้จริงของอาการ
  • เมื่อมีมติอนุมัติเงินช่วยเหลือแล้ว ผู้เสียหายก็จะได้รับเงินช่วยเหลือภายใน 5 วันทำการ และถ้าไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการก็สามารถอุทธรณ์ได้ภายใน 30 วัน

ประเด็นที่น่าสนใจอื่นๆ มีอีก 3 ประเด็นด้วยกัน คือ 

  1. เงินชดเชยส่วนนี้จะไม่ครอบคลุมกรณีวัคซีนทางเลือกที่ให้บริการโดยสถานบริการของเอกชนซึ่งเรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากผู้รับบริการ
  2. ประกันสุขภาพบริษัทเอกชนที่ให้ความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลทั่วไป ก็ไม่ครอบคลุมการรักษาโรคหรืออาการจากการแพ้วัคซีน ยกเว้นกรณีที่บริษัทประกันนั้นออกมาขยายความคุ้มครองให้เป็นกรณีพิเศษแล้ว
  3. ผู้ที่มีความกังวลเกี่ยวกับค่ารักษาพยาบาลกรณีแพ้วัคซีน โดยเฉพาะผู้ที่ตั้งใจรับวัคซีนทางเลือก ก็อาจต้องวางแผนทำประกันที่ให้ความคุ้มครองค่ารักษา หรือค่าชดเชยกรณีแพ้วัคซีนเพิ่มเติมไว้ด้วย

นอกจากนี้ ประกันการ แพ้วัคซีนโควิด ของแต่ละบริษัทประกัน อาจมีเงื่อนไขและรายละเอียดแตกต่างกัน เช่น จะจ่ายต่อเมื่อมีอาการแพ้และได้รับการรักษาในโรงพยาบาลเท่านั้น หรือจะจ่ายต่อเมื่อวัคซีนที่ได้รับเป็นวัคซีนที่ผ่านการรับรองจากองค์การอาหารและยาเท่านั้น ดังนั้น ก่อนที่จะสมัครทำประกันการแพ้วัคซีน ก็อย่าลืมตรวจสอบรายละเอียดและเงื่อนไขให้ดีก่อนสมัครทำประกัน และตรวจสอบอีกครั้งเมื่อได้รับเล่มกรมธรรม์แล้ว

ด้าน WHO เมื่อได้รับวัคซีนแล้ว ไม่ได้แปลว่าจะมีภูมิคุ้มกันในทันที และไม่ได้หมายถึงการป้องกันการติดหรือการแพร่เชื้อได้ 100% ดังนั้นการสวมหน้ากาก ล้างมือ และการเว้นระยะห่างยังคงเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องปฏิบัติอยู่นั่นเอง

รู้ให้ชัดก่อนฉีดวัคซีน COVID-19

การฉีดวัคซีน COVID-19 ได้รับการยืนยันแล้วว่าช่วยสร้างภูมิคุ้มกันโรค COVID-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยจะต้องทำควบคู่ไปกับการสวมหน้ากาก เว้นระยะห่าง ล้างมือให้บ่อย และเลี่ยงพื้นที่แออัด ดังนั้นก่อนฉีดวัคซีน COVID-19 ควรรู้และเข้าใจข้อมูลให้ถูกต้อง

โรค COVID-19

โรคติดเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่หรือโควิด-19 เกิดจากเชื้อไวรัสโคโรนาซาร์โควี-2 (SAR-CoV-2) เป็นการแพร่เชื้อไวรัสจากคนสู่คน โดยได้รับเชื้อละอองฝอย (Droplets) จากการไอหรือจาม การสัมผัสสารคัดหลั่ง (Contact) เช่น น้ำลาย น้ำมูก เสมหะ เป็นต้น

ผู้ที่ได้รับเชื้อส่วนใหญ่ไม่แสดงอาการใด ๆ บางรายอาจมีอาการเล็กน้อย เช่น ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ รู้สึกเหมือนมีไข้ เจ็บคอ และบางรายอาจมีอาการรุนแรง เช่น ติดเชื้อรุนแรงในปอด หรือมีอาการแทรกซ้อนรุนแรงจนนำไปสู่การเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือมีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ จะมีอัตราการเกิดอาการรุนแรงที่สูงกว่าผู้ที่มีอายุน้อยและสุขภาพแข็งแรง เมื่อเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายจะมีระยะเวลาฟักตัว (ตั้งแต่ได้รับเชื้อไปจนถึงแสดงอาการ) ประมาณ 2 – 14 วัน จึงได้มีการกำหนดมาตรการให้กักตัวผู้มีความเสี่ยงสูงเมื่อสัมผัสผู้ติดเชื้อเป็นเวลา 14 วัน

วัคซีน COVID-19

โดยปกติเมื่อเชื้อโรคทุกชนิดเข้าสู่ร่างกาย ร่างกายจะมีวิธีจัดการเชื้อหลายแบบ หนึ่งในนั้นคือเม็ดเลือดขาวชนิด Macrophage จะกลืนเชื้อเข้าไปและทิ้งเศษซากเชื้อบางส่วนไว้เรียกว่า แอนติเจน (Antigen) ร่างกายจะรับรู้ว่าแอนติเจนคือสิ่งแปลกปลอมและจะสร้างแอนติบอดี (Antibody) มาจัดการสิ่งแปลกปลอมนั้น รวมถึงมีเม็ดเลือดขาวอีกชนิดหนึ่งที่จำว่าเชื้อโรคนี้คือสิ่งแปลกปลอม ถ้าหากได้รับเชื้อในอนาคตร่างกายจะสามารถจดจำและจัดการได้ การทำงานของวัคซีนเป็นไปในลักษณะเดียวกัน

วัคซีนป้องกันโควิด-19 จะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสนี้ขึ้นมา ช่วยป้องกันการติดเชื้อหากได้รับเชื้อในอนาคต แต่ต้องใช้เวลาระยะหนึ่งหลังฉีดวัคซีนร่างกายจึงจะสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาได้ การฉีดวัคซีนผู้รับวัคซีนยังต้องปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโควิด-19 อย่างเคร่งครัด เช่น ใส่หน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อย ๆ เว้นระยะห่างทางสังคม เป็นต้น

วัคซีนอาจไม่สามารถป้องกันทุกคนที่ฉีดจากการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้ แต่พบว่าสามารถลดความรุนแรงของโรคได้ และยังไม่มีข้อมูลว่าเมื่อฉีดแล้วจะมีภูมิคุ้มกันโควิด-19 ได้นานเท่าไร รวมถึงไม่มีข้อมูลว่าผลการฉีดวัคซีนให้ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำหรือผู้ที่ใช้ยากดภูมิคุ้มกันนั้น ทำให้ภูมิต่อไวรัสโควิด-19 มีผลลดลงกว่าในคนปกติหรือไม่

ที่มา: เว็บไซต์ finnomena และ โรงพยาบาลกรุงเทพ

ไม่พลาดทุกเรื่องราวข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อน กับ LINE @MoneyGuruThailand