บริหารเงินและปลดหนี้ สไตล์ “เอแคลร์ จือปาก” บิวตี้บล็อกเกอร์เงินล้าน


บริหารเงินและปลดหนี้

นาทีนี้ไม่เชื่อว่า คุณจะไม่รู้จัก “คุณเอแคลร์-ชาติศักดิ์ มหาทา” หรือ เอแคลร์ จือปาก เจ้าของ เพจจือปาก บิวตี้บล็อกเกอร์ชื่อดังที่สื่อมวลชนต่างก็ให้ความสนใจในรอบสัปดาห์ก่อน จากข่าวคราวการย้ายออกจากบ้านในชุมชนแออัดคลองเตย หรือที่ใครๆ ขนานนามให้ว่า “สลัม” ไปอยู่บ้านเดี่ยวสุดหรู ราคา 27 ล้าน จนแฟนคลับต่างก็ยกให้เธอเป็นแรงบันดาลใจในการ บริหารเงินและปลดหนี้

MoneyGuru เลยจะขอพาคุณไปรู้จักกับคุณเอแคลร์ ในอีกมุมหนึ่งที่สะท้อนถึงทัศนคติการใช้ชีวิตและการบริหารเงิน ที่ทำให้เธอปลดหนี้ซ้อนหนี้ของครอบครัว จนกระทั่งซื้อบ้านใหม่ได้ในเวลาไม่ถึง 5 ปี หลังจากเริ่มมีชื่อเสียงจากคลิปแต่งหน้าในช่วงเทศกาลสงกรานต์ เมื่อปี 2559

เชื่อหมดใจว่า จะต้องมีวันที่ดีขึ้น

คุณเอแคลร์เล่าว่า หากใครติดตามเพจจือปาก จะรู้ว่าเธอเป็นเด็กคนนึงที่อยู่ในสลัมคลองเตย พื้นฐานชีวิตทุกอย่างมาจากศูนย์ และมีจุดเปลี่ยนในชีวิตมากมาย ไม่ว่าจะเป็นตอนที่คุณพ่อเสียชีวิต ช่วงที่ไฟไหม้บ้านทั้งหลัง และช่วงก่อนจะเข้าเรียนมหาวิทยาลัย

“จริงๆ เอแคลร์เป็นเด็กกิจกรรมมาตั้งแต่เด็ก ตอนแรกมีความใฝ่ฝันว่าอยากเรียนหมอ ก็เป็นเด็กตั้งใจเรียน ทีนี้ชีวิตเปลี่ยนตรงที่เราเรียนมาด้วยความตั้งใจว่า จะต้องได้เรียนในคณะที่อยากเข้า แต่ก่อนเข้ามหาลัย ดันรู้สึกว่าการเป็นแพทย์ไม่น่าจะตอบโจทย์การใช้ชีวิตละ เพราะเป็นคนชอบพูดชอบเจรจา บวกกับไม่น่าจะมีความรับผิดชอบพอที่จะไปรักษาใคร (หัวเราะ) ก็เลยเปลี่ยนใจอยากเข้าคณะอักษร เลือกเกี่ยวกับคณะอักษรไป 3 อันดับ แต่อันดับสุดท้ายเลือกใส่คณะเลขานุการแพทย์ ปรากฎว่าผลแอดมิชชั่นเราติดเลขานุการแพทย์ แต่ไม่ได้อยากเรียนแล้วไง ก็เลยถามเพื่อนว่า มี ม.เอกชน ที่ไหนน่าเรียนอีก ไม่เข้ามหาวิทยาลัยรัฐก็ได้”

คุณเอแคลร์ให้สัมภาษณ์ขำๆ ว่า รู้ตัวเองเสมอว่าจนมาก แม่ต้องกู้เงินเขากินรายวัน แต่ขณะเดียวกันก็รู้สึกว่า ตัวเองจะต้องไปได้ไกล …

“ตอนนั้นคิดแค่เราอยากเรียนในมหาวิทยาลัยที่มีคอนเนคชั่นดีๆ มีความรู้สึกว่า ถ้าไม่ติดจุฬา ก็ต้องเข้าที่อื่นให้ได้ เพื่อนแนะนำ ม.รังสิต ซึ่งเป็น ม.เอกชนที่ค่าเทอมสูงมาก คืนนั้นเป็นคืนที่บาดใจคนในครอบครัวมากที่สุดอีกคืนหนึ่ง เพราะเราไม่มีเงินเลยแม้แต่บาทเดียว แต่แม่ก็อยากส่งเสริมให้ลูกได้เรียนที่ดีๆ ตอนนั้นเราเอาบัตรสินเชื่อที่มีทั้งหมดในบ้านมารูดเพื่อเป็นเงินกองกลาง บวกกับช่วงปิดเทอมก่อนหน้า เราก็ไปทำงานตามห้าง ไปเป็นพนักงานล้างจาน เป็นพนักงานโบกธงคอนโด เรียกว่าเอาเงินเก็บที่ทำมา มารวมกับเงินของคุณแม่และญาติที่เอามาจากบัตรสินเชื่อ แล้วไปสมัครเรียน”

ดูเหมือนขวากหนามจะน้อยลง แต่อุปสรรคในการเข้าเรียนมหาวิทยาลัยของคุณเอแคลร์ก็ยังไม่หมด

“เราไปด้วยความตั้งใจว่าจะไปเรียนนิเทศศาสตร์ เพราะดูเป็นตัวเรามากที่สุด แต่พอดูค่าเทอมแล้วก็โอ้โหนะ ค่าเทอมเป็นแสน ถามเขาว่ามีกู้ กยศ. มั๊ย ทางมหาวิทยาลัยก็บอกว่ามีให้กู้อยู่ แต่คณะนิเทศฯ กู้ไม่ได้ คณะที่จะกู้ได้คือพวกบริหาร หมอ ทันตะ พยาบาล แล้วก็ศิลปศาสตร์ ตอนนั้นเอะใจว่าคณะศิลปศาสตร์เรียนเกี่ยวกับอะไร ก็ได้คำตอบมาว่าเรียนภาษา หนูก็อ้าว ก็น่าจะใกล้เคียงกับอักษรที่เพิ่งอกหักมา เลยบอกพี่เจ้าหน้าที่ว่า หนูเข้าศิลปศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษ ก็ได้ค่ะ แล้วก็เลยเอาเงินทั้งหมดที่มี ยื่นสมัครเรียนพร้อมยื่นกู้ กยศ. ภายในวันนั้น จะได้มีเงินสำหรับค่าเทอมต่อไปด้วย”

บริหารเงินและปลดหนี้ ได้ เพราะคิดก่อนใช้เสมอ

คุณเอแคลร์เล่าต่อว่า คุณแม่เป็นสาวโรงงานหน้าปากซอยบ้าน เป็นคนหาเช้ากินค่ำ ยืมเงินข้างบ้านรายวันเพื่อให้ลูกมีเงินไปเรียน เธอเลยเลือกที่จะประหยัดทุกอย่าง ไม่ซื้อแม้กระทั่งโทรศัพท์มือถือที่ใครหลายคนมองว่าจำเป็น

“หนูจนถึงขั้นไม่มีโทรศัพท์ใช้อะ (หัวเราะ) แต่ก็ยังมีความโชคดีที่มหาวิทยาลัยเขาแจกไอแพดฟรี เพื่อใช้ในการเรียน ตอนนั้นการจะซื้อของอะไรสักอย่าง เครื่องละ 2-3 หมื่น เราไม่ได้คิดถึงโทรศัพท์เลยนะ แต่คิดว่าสิ่งที่ควรจะต้องมีคือกล้องที่ถ่ายวิดิโอดีๆ ได้สักตัว อยากเอามาใช้หาเงิน ตอนนั้นเรียนอยู่ปี 3 ที่บ้านเริ่มบาลานซ์การเงินได้ดีขึ้น ปกติไม่เคยขออะไรแม่ ก็เลยขอแม่ว่าอยากได้กล้อง ทีนี้ พอไปร้านกล้องก็ลำบากอีก ที่ร้านไม่มีเครื่องรูดบัตรสินเชื่อ ต้องกรอกเอกสารเป็นปึกๆ มันเยอะมากจนโมโห แต่ก็ไม่ได้น้อยใจนะ แค่งงว่าทำไมเงินแค่นี้ เราถึงไม่มี เลยบอกกับแม่ว่า คอยดูนะ กล้องตัวนี้จะหาเงินให้เรา ตอนนั้นก็พูดไปเรื่อยแหละ (หัวเราะ)”

ใครจะรู้ ว่าคำพูดเล่นๆ ที่สร้างพลังบวกให้กับตัวเองวันนั้น จะเป็นเหมือนคำอวยพรให้กล้องที่ซื้อมา หาเงินให้เอแคลร์ดูแลตัวเองและครอบครัวได้จริงๆ เพราะแค่ลงคลิปสอนแต่งหน้าที่ทำสนุกๆ ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ของปีนั้น กลับมีคนเข้าดูนับล้านวิวเพียงชั่วข้ามคืน ทั้งๆ ที่มีผู้ติดตามเพจประมาณ 300 คน

“ตอนนั้นคนติดตามก็เป็นเพื่อนมัธยม เพื่อนมหาลัย มันไม่มีทางจะล้านวิวได้เลย แต่ก็มีชื่อเสียงขึ้นมาจากวันนั้น มีลูกค้าติดต่อจองคิวข้ามปี แบบดังคืนสงกรานต์ ก็มีงานยาวถึงสงกรานต์ปีถัดไป ทำให้ตอนนั้นมีเงินเก็บหลักล้านภายในคืนเดียว สิ่งที่ทำอย่างแรกก็คือ เอาเงินไปใช้หนี้ทั้งหมดที่มี ไม่ว่าจะหนี้รายวัน หนี้ข้างบ้าน หนี้ดอกแพงๆ ก็ใช้หมดวันนั้น แล้วหลังจากนั้นมา ก็เริ่มบาลานซ์เงินได้เลย เพราะไม่มีหนี้แล้ว” เอแคลร์เล่า

ใช้ชีวิตเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือการต่อยอดเงิน

แม้จะดังข้ามคืนและมีรายได้หลักล้าน แต่บิวตี้บล็อกเกอร์คนนี้ก็ยังคงความถ่อมตน เลือกใช้ชีวิตแบบเดิมคือตั้งใจทำงานที่รับมาให้ดีที่สุด

“ด้วยความที่เป็นเด็กสลัมธรรมดาคนนึง เราดังข้ามคืนแต่ก็ไม่ได้บอกที่บ้านเลย เพราะคิดว่ามันก็คือการทำงาน ต่อให้วันนี้งานของเรามันเปลี่ยนจากการโบกธงข้างถนน เปลี่ยนจากการเป็นพนักงานห้าง มาเป็นงานที่อยู่หน้ากล้อง เราก็รู้สึกแค่ว่าเราทำงาน ไม่เคยบอกแม่ว่าหนูมีชื่อเสียงแล้วนะ เพราะฉะนั้นการใช้ชีวิตของหนูก็ยังเป็นการใช้ชีวิตแบบปกติ สมัยก่อนเคยกินข้าว 25 บาทแบบไหน ตอนนี้มีมากกว่าเดิมแล้ว ก็ยังกินข้าว 25 บาทเหมือนเดิม”

สมมติว่าหาเงินมาได้ 100,000 บาท บิ้วตี้บล็อกเกอร์เล่าว่า จะใช้ไม่เกิน 1,000 บาท เลยเป็นที่มาว่าทำไมเธอถึงเก็บเงินได้เยอะ ส่วนแรงบันดาลใจในการต่อยอดเงินที่หามาได้ เธอเล่าว่า

“เคยมีโอกาสได้ทำงานกับเจ้เล้ง เขาสอนว่า ถ้ามีเงินต้องพยายามทำอะไรให้มันต่อยอด อย่าให้เงินอยู่นิ่งๆ พอวันนึงเรามีเงินล้าน ก็เลยคิดว่าเราควรจะมีธุรกิจที่มันต่อยอดเงินของเราได้ ตอนนี้เลยมีธุรกิจร้านทำเล็บ ร้านทำผม ทำเครื่องสำอาง แล้วก็มีร้านเสื้อผ้าที่เพื่อนมาชวนร่วมลงทุน ซึ่งหลังลงทุนไปปีเดียว ก็ได้เงินคืนมาทั้งหมดแล้ว”

ส่วนบ้านเดี่ยวที่เป็นข่าว คุณเอแคลร์เล่าว่าตอนแรกไม่ได้ตั้งใจจะซื้อมาเพื่ออยู่อาศัย แต่เป็นเพราะอยากหาอะไรทำเพิ่มเติม ตอนนั้นคิดถึงคุณพ่อที่เคยทำธุรกิจบ้านเช่า เลยคิดว่าอยากจะทำบ้านให้เช่าหรือซื้อขายอสังหาฯ ก็น่าจะเริ่ดอยู่

“ช่วงโควิดรอบแรก มีวันนึงคุณยายนั่งดูทีวีอยู่แล้วก็ไม่สบาย อาการเหมือนคนติดโควิดแบบในอู่ฮั่นที่ออกโทรทัศน์ เราก็เลยจะพาคุณยายไปหาหมอ แล้ววันนั้นคือต้องแบกยายเดินเพื่อไปขึ้นรถที่จอดไว้ไกลมาก ทำให้รู้สึกว่า ขณะที่เรามีเงินล้านในบัญชี ทำไมคุณภาพชีวิตเราถึงไม่ดีขนาดนี้ จากที่ตระเวนหาบ้านเพื่อทำบ้านเช่าหรือขาย ก็เลยเปลี่ยนเป้าหมาย เป็นหาบ้านที่อยู่ได้จริง แล้วก็เป็นบ้านแห่งความสุขของครอบครัว”

ถามว่าในอนาคตอยากทำอะไรต่อ เอแคลร์บอกกับ MoneyGuru ว่า “ถ้าเสร็จจากเรื่องแต่งบ้านแล้ว โควิดสงบ ก็อยากจะกลับไปหาทำด้านอสังหาฯ ต่อ เพราะใจมันมาทางนี้แล้ว คิดว่าน่าจะต่อยอดได้เร็วกว่าธุรกิจอื่น แต่ทั้งหมดคือ ต้องมีเงินและดวงถึงด้วยนะ (หัวเราะ) อยากจะทำหอพักใหญ่ๆ เพราะหนูชอบ” คุณเอแคลร์กล่าวทิ้งท้ายไว้อย่างคนอารมณ์ดี

หลังการพูดคุยกับคุณเอแคลร์จบลง MoneyGuru ไม่แปลกใจเลยว่าทำไม บิวตี้บล็อกเกอร์คนนี้ ถึงได้ประสบความสำเร็จและเป็นแรงบันดาลใจให้กับแฟนคลับของเธอได้มากมาย เพราะเธอเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า แม้ไม่มีต้นทุนชีวิตเหมือนใคร แต่ใช่ว่าจะสร้างเองไม่ได้ …

เก็บตกพลังบวกในการ บริหารเงินและปลดหนี้สไตล์ เอแคลร์ จือปาก

เชื่อว่าใครที่ติดตามคุณเอแคลร์มาตลอด จะรับรู้ได้ว่าเธอเป็นคนที่มีทัศนคติเชิงบวกมากๆ คนหนึ่งที่ไม่เคยเสียใจ หรือให้ค่าว่า ชีวิตที่ต้องสู้มาตั้งแต่เด็กคือชะตากรรม

“เราพยายามทำทุกวันในชีวิตให้มีความสุข สิ่งที่รู้สึกมาตลอดคือโชคดีเหลือเกินที่เกิดมาในครอบครัวที่อบอุ่นมาก ทุกวันนี้ยังนอนกับแม่กับยาย ยังกอดและหอมแม่กับยายทุกวัน นี่เป็นพลังดีๆ ที่ได้รับ การทำงานกับโซเชียล แน่นอนอยู่แล้วที่จะต้องโดนบูลลี่ ข่าวอะไรที่ไม่ดี คือก็โดนมาหมด แต่สิ่งที่ทำให้รู้สึกสเปเชียลมาตลอดก็คือ ทุกครั้งที่กลับบ้าน แม่กับยายเขาไม่รู้เรื่อง พอกลับบ้านมา แม่ก็จะถามว่ากินอะไรหรือยังลูก เดี๋ยวแม่ผัดข้าวให้กิน สิ่งนี้มันคือความสุขที่เอแคลร์รู้สึกจริงๆ ว่ามันสุขเหลือเกิน คือต่อให้ต้องเผชิญอะไรอีกในอนาคต เราก็มีกำลังใจที่พร้อมมาก”

สำหรับคนที่กำลังท้อหรือเหนื่อยกับการสร้างฐานะ หรือทำอะไรอยู่ก็ตาม สาวเอแคลร์ขอให้กำลังใจว่า

“เอแคลร์ไม่เชื่อว่าคนเราจะทำอะไรไม่ได้ หรือวันนี้เราจนแล้วจะต้องจนไปตลอด ตอนเด็กที่ไม่มีตังค์ เราก็รู้สึกแค่อย่างเดียวว่าเรามีความสามารถ… คนเรามีจังหวะชีวิต เมื่อไรที่จังหวะมันมา ก็จะมีช่วงที่ถูกจังหวะ อย่าเพิ่งไปซีเรียสกับมัน”

ขอบคุณภาพจาก IG: juepakofficial

ติดตามผลงานของ “เอแคลร์” ต่อได้ที่
YouTube: Juepak
FANPAGE: Juepakofficial