วันนี้ MoneyGuru.co.th จึงได้นำ ตำแหน่งต่างๆ ของ เกียร์ออโต้  ที่มือใหม่หัดขับควรรู้ไว้มาฝากกันครับ เพื่อเป็นข้อมูลให้มือใหม่หัดขับหรือคนที่กำลังสนใจใน รถ เกียร์ออโต้ ได้ทราบกันครับ เพื่อจะเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่กันได้มากขึ้น


ฤกษ์ออกรถยนต์เดือนสิงหาคม-2563


มือใหม่หัดขับควรรู้สำหรับรถยนต์ เกียร์ออโต้  

เกียร์ออโต้

รถเกียร์ออโต้ ถือได้ว่าเป็นรถยนต์ที่นิยมใช้งานเป็นอย่างมากยุคนี้โดยเฉพาะในเขตเมือง เพราะด้วยความง่ายและสะดวกสบายในการขับขี่ เรียกได้ว่ามือใหม่หัดขับก็สามารถขับได้ไม่ยากเลย ยิ่งเป็นการขับรถในเขตเมืองด้วยแล้วที่ต้องเจอทั้งสภาพการจราจรที่ติดขัด และ รถยนต์เคลื่อนตัวได้อย่างช้าๆ เนื่องจากรถติด ส่วนนี้การขับรถยนต์ด้วยเกียร์ออโต้ก็จะช่วยให้เราขับได้สบายขึ้นนั่นเอง เพราะไม่ต้องมากังวลกับการเปลี่ยนเกียร์บ่อยๆ เพราะระบบจะเปลี่ยนเกียร์ให้อัตโนมัติ รวมถึงลดความเมื่อยล้าของเท้าเราได้อีกด้วย ซึ่งจุดนี้ถือเป็นข้อดีที่โดดเด่นเป็นอย่างมากของรถเกียร์ออโต้เลยก็ว่าได้ และเมื่อเป็นที่นิยมและมีข้อดีโดดเด่นอย่างนี้

ตำแหน่งต่างๆ ของ เกียร์ออโต้  ที่มือใหม่หัดขับควรรู้ไว้

เกียร์ออโต้

ตำแหน่ง P (Parking) ใช้ สำหรับจอดรถ แบบล็อคล้อไม่ต้องการให้รถเคลื่อน หรือ จอดในบริเวณที่ลาดชัน

  • การที่เราจะเปลี่ยนมาที่เกียร์ P นั้นก็ควรจะเปลี่ยนต่อเมื่อรถจอดนิ่งสนิทแล้ว และต้องการดับเครื่องเพื่อเลิกใช้งาน เพราะจะเป็นการล็อคล้อไว้ไม่ให้รถเคลื่อนได้ และหากต้องการจอดในพื้นที่ทางลาดชันเกียร์ P นี้เช่นกัน โดยขอแนะนำให้ ดึงเบรกมือเสริมไว้ด้วย เพื่อป้องกันเกียร์เสียหายกรณีที่ถูกชนท้าย และควรใช้เกียร์นี้เฉพาะในตอนที่จอดรถในตำแหน่งที่ไม่กีดขวางรถคันอื่นด้วย รวมถึงก่อนสตาร์ทรถเราควรเช็คให้ตำแหน่งเกียร์อยู่ที่ P ด้วยเช่นกันครับ

ตำแหน่ง R (Reverse) คือ เกียร์ถอยหลัง

  • เมื่อเราเปลี่ยนเกียร์มาอยู่ที่ตำแหน่ง R แล้ว รถของเราก็จะถอยหลังได้เองอย่างช้าๆ โดยที่เรานั้นไม่ต้องเหยียบคันเร่งเลย โดยขอแนะนำว่า ไม่ควรเหยียบคันเร่งในขณะที่ถอยหลัง เนื่องจากจะทำให้รถถอยอย่างรวดเร็ว จนบางครั้งอาจจะเกิดอุบัติเหตุชนคนได้ ดังนั้นเราจึงควรใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างมากในการถอยรถ ทางที่ดีควรจะวางเท้าไว้ที่แป้นเบรกตลอดเวลา เพื่อเราจะได้เหยียบเบรกได้ทันทีเมื่อต้องการหยุดรถ

ตำแหน่ง N (Neutral) คือ เกียร์ว่าง ไว้ใช้จอดรถชั่วคราว

  • เราจะใช้เกียร์นี้ก็ต่อเมื่อต้องการจอดรถไว้ชั่วคราว เช่น จอดรถติดไฟแดง เป็นต้น เพราะการที่เกียร์อยู่ในตำแหน่ง N นี้ รถเราก็จะยังสามารถถูกเลื่อนหรือเข็นได้ ซึ่งเหมาะจะใช้ในกรณีการจอดรถในห้างเป็นอย่างมาก เพราะกรณีที่เราจอดรถในห้างและรถเรานั้นจอดรถขวางหน้ารถคันอื่นๆ อยู่ การที่เราใส่เกียร์ N ไว้ ผู้อื่นจะยังพอขยับรถเราไม่ให้ขวางทางออกของรถเขาได้ และข้อสำคัญในกรณีนี้ก็คืออย่าลืมปลดเบรกมือออกด้วยนะ

ตำแหน่ง D หรือ D4 คือ เกียร์เดินหน้า 4 Speed ใช้ในการขับขี่ปกติ

  • เมื่อเราทำการเปลี่ยนเกียร์มาที่ D แล้ว รถของเรานั้นก็จะเริ่มออกตัวแล่นไปเองอย่างช้าๆ และเมื่อเราเริ่มเหยียบคันเร่ง รถจะเริ่มเปลี่ยนเกียร์ให้เองโดยอัตโนมัติ เริ่มตั้งแต่เกียร์ 1 ไป จนถึงเกียร์ 4 ซึ่งเกียร์ 4 นี้ถือว่าสูงสุดแล้ว โดยทั้งนี้ก็จะขึ้นอยู่กับความเร็วของรถด้วย ซึ่งเกียร์ D นี้ถือว่าใช้บ่อยที่สุดแล้ว เพราะว่าใช้วิ่งบนทางราบนั่นเอง

ตำแหน่ง 3 หรือ D3 คือ เกียร์เดินหน้า 3 Speed ใช้ในการขับขึ้น-ลงเนินที่ไม่ชันมาก

  • เกียร์ D3 นี้ส่วนใหญ่จะใช้ในการขับรถขึ้นหรือลงเนินที่ไม่ชันมาก เช่น ขึ้นสะพาน เป็นต้น โดยรถจะเปลี่ยนเกียร์ให้เองอัตโนมัติ โดยเริ่มตั้งแต่เกียร์ 1 ไป จนถึงเกียร์ 3 ซึ่งเกียร์ 3 นี้ถือว่าสูงสุดแล้ว นอกจากนี้ยังใช้ในกรณีที่ต้องการเร่งแซงรถคันที่อยู่ข้างหน้าอีกด้วย โดยในขณะที่รถวิ่งด้วยเกียร์ D4 มาเป็นระยะเวลานาน เมื่อเราต้องการแซงรถคันหน้าก็ให้เราทำการเปลี่ยนมาเป็นเกียร์ D3 ซึ่งจะส่งผลทำให้เครื่องยนต์ของรถมีกำลังแรงขึ้น ทำให้สามารถแซงรถคันหน้าไปได้นั่นเอง

ตำแหน่ง 2 หรือ D2 คือ เกียร์เดินหน้า 2 Speed ใช้ในการขับรถขึ้น-ลงเนินที่ค่อนข้างชัน

  • โดยปกติแล้วเราจะใช้เกียร์ D2 ก็ต่อเมื่อเราต้องการที่จะขับรถขึ้น-ลงเนินที่ค่อนข้างชัน หรือ ภูเขา หรือแม้กระทั่ง ขับรถขึ้น-ลง ตามห้างต่างๆ โดยรถจะทำการเปลี่ยนเกียร์เองโดยอัตโนมัติ เริ่มตั้งแต่เกียร์ 1 ไป จนถึงเกียร์ 2 ซึ่งเกียร์ 2 นี้ถือว่าสูงสุดแล้ว

ตำแหน่ง L (Low)คือ เกียร์ 1 ซึ่งจะใช้ในการขับขึ้น-ลงเนินที่สูงชันมากๆ

  • หากว่าเราต้องการที่จะขับรถขึ้น-ลงเนินหรือภูเขาที่มีความสูงชันมากๆ ก็ควรที่จะใช้เกียร์ L โดยเฉพาะในตอนลงเขา เกียร์ L จะเป็นการใช้เครื่องยนต์ช่วยเบรก เพื่อลดการเหยียบเบรกของเรา ทำให้เราสามารถยืดอายุผ้าเบรกของเราไปได้

วิธีขับรถเกียร์ออโต้ ให้ถูกต้องสำหรับมือใหม่

วิธีขับรถเกียร์ออโต้ให้ถูกต้อง

  • สำหรับการขับรถเกียร์ออโต้นั้นบางท่านเข้าใจผิดเกี่ยวกับการใช้เกียร์ออโต ส่งผลให้ทอนอายุการใช้งานของรถโดยไม่รู้ตัว การเปลี่ยนเกียร์จาก D ไป N ในเวลาที่รถติดไฟแดงบ่อยๆ นั้นหลายคนคงเคยปฏิบัติกันอยู่เนื่องจากเวลารถติดขี้เกียจเหยียบเบรกก็เข้าเกียร์ N ไว้ เมื่อรถเคลื่อนก็เปลี่ยนเป็น D ถ้าช่วงรถติดแล้วขยับเคลื่อนทีละนิดทีละหน่อย ทำให้ต้องเปลี่ยน D-N-D-N-D-N อยู่อย่างนี้เท่ากับคุณกำลังทำร้ายระบบเกียร์ของคุณอยู่ ระบบเกียร์ออโตเมติกนั้นจะประกอบด้วยชุดเกียร์ที่ขบกันตลอดเวลา การส่งแรงจาก N ไป Dจะต้องมีการสึกหรอของเฟืองนั้นต้องมีการปล่อยและจับอยู่ตลอดเวลา อายุการใช้งานก็จะสั้นลง เพราะถ้าเบรกอยู่เฉยๆระบบเบรกก็ไม่ได้ร้อนขึ้นเพราะว่าจานดิสเบรกหรือดุมเบรกไม่ได้หมุน ผ้าเบรกก็ไม่สึกหรอเพราะว่าล้อไม่หมุนแรงที่ใช้ในการเหยียบก็ไม่มากขนาดจะทำให้ชุมแม่ปั๊มเบรกพังหรือทำให้อายุการใช้งานน้อยลง

รถเกียร์ออโต้สตาร์ทเครื่องยนต์ ยังไงให้ปลอดภัย ?

  • สำหรับการสตาร์ทเครื่องยนต์  ควรเหยียบเบรกไว้ก่อนจากนั้นค่อยเลือกเกียร์ในตำแหน่งที่ต้องการเพื่อให้รถสามารถเคลื่อนที่ไปได้ เพราะว่าท่านต้องดูว่าเกียร์รถอยู่ในตำแหน่งเกียร์ P หรือไม่ เพราะถ้าเข้าเกียร์อื่น ๆ ทิ้งเอาไว้ก่อนดับเครื่อง ไม่ว่าจะเป็นเกียร์ D เกียร์ N หรือเกียร์ R ก็ตาม เมื่อไหร่ที่กลับมาใช้รถอีกครั้งพอเริ่มสตาร์ทเครื่องยนต์อาจจะทำให้รถเคลื่อนที่ตามเกียร์ที่เราตั้งเอาไว้ก่อนลงจากรถ 

ขับรถลากเกียร์ มีผลเสียอย่างไรบ้าง

  • สำหรับการลากเกียร์ ของรถเกียร์ออโต้คือ เกิดการเปลี่ยนเกียร์ที่ไม่สัมพันธ์กันกับการเร่งรอบเครื่องยนต์ หากอัตราความเร็วที่รถกำลังเคลื่อนที่มากขึ้น แต่เลือกใช้เกียร์ในตำแหน่งที่ผิดพลาด จะทำให้เครื่องยนต์ทำงานหนัก ส่งผลเสียต่อเกียร์ที่จะสึกหรอได้เร็วขึ้น จนเป็นเหตุให้การสูบน้ำมันเชื้อเพลิงจากเครื่องสูงกว่าปกติ และน้ำมันเกียร์เสื่อมสภาพเร็วมากยิ่งขึ้นขึ้น

รถเกียร์ออโต้เข้าเกียร์แบบไหน คือจะใช้ในการแซงรถคันหน้าดีที่สุด

  • หากท่านขับรถยนต์มาด้วยเกียร์ D4 เป็นระยะเวลานาน แต่เมื่อต้องการเร่งความเร็วเครื่องยนต์เพื่อจะวิ่งแซงค้นหน้า ต้องใช้เกียร์ D3  แต่จะต้องมั่นใจว่า การแซงนั้น ปลอดภัยดังนั้นควรดูให้ดีๆก่อนแซง

การเลือกใช้เกียร์ D3 D2 D1 ต่างกันหรือไม่

สำหรับรถเกียร์ออโต้ การใช้เกียร์ D1 D2 D3 ถือเป็นทางเลือกที่ถูกต้อง เนื่องจากเกียร์ในตำแหน่งดังกล่าวจะช่วยให้เครื่องยนต์สามารถทำงานได้ตามปกติ ขณะขับขี่อยู่บนถนนลาดชัน วิธีการใช้เกียร์ D1 D2 D3 ดังนี้

  • เกียร์ D1 หรือที่เรียกว่า เกียร์ต่ำ (เกียร์ L) เป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ขับรถขึ้นภูเขาหรือพื้นที่ที่มีความลาดชันสูงนั่นเอง รวมไปถึงตอนลงภูเขาด้วยนะ เพราะเกียร์ D1 จะเป็นตัวช่วยให้เครื่องยนต์ถูกเบรกเอาไว้ ทำให้การไหลของรถช้าขึ้น ช่วยลดการเหยียบเบรกและมีผลพลอยได้ที่ทำให้ไม่ต้องใช้ผ้าเบรกสิ้นเปลืองนะคะ
  • เกียร์ D2 ใช้กับถนนที่มีความลาดชันในพื้นที่ไม่สูงมาก นิยมใช้เกียร์ D2 ในกรณีที่ต้องการขับรถขึ้นลานจอดรถบนห้างสรรพสินค้า
  • เกียร์ D3 ใช้กับถนนหนทางที่มีความลาดชันน้อย เช่น การขึ้นสะพาน เป็นต้น

เกียร์ N สามารถช่วยให้ประหยัดน้ำมันมากขึ้นจริงหรือ ?

  • เมื่อท่านกำลังขัยบรถยนต์อยู่บนท้องถนนหากชะลอความเร็วเพื่อหยุดรถ กรณีที่รถกำลังจะติดไฟแดง หรือ รถคันหน้ากำลังเบรก หากท่านเปลี่ยนจากเกียร์ D เป็นเกียร์ N ทันที ก็จะทำให้รถไหลไปเองเรื่อยๆ มันก็อาจจะช่วยให้เป็นการประหยัดน้ำมัน แต่มันประหยัดได้น้อยไม่มากและได้ไม่คุ้มเสีย เพราะการกระทำแบบนี้กำลังจะทำให้ชิ้นส่วนที่อยู่ในระบบเกียร์ออโต้เกิดความเสียหายและถ้าเกิดความจำเป็นที่ต้องเร่งเครื่องกะทันหัน จึงต้องเปลี่ยนกลับไปที่เกียร์ D เพื่อกระตุ้นให้เครื่องยนต์ทำงานไวขึ้น สิ่งนี้จะกลายเป็นสาเหตุที่ทำให้ชุดเกียร์ในรถของคุณเสื่อมสภาพเร็วขึ้นแน่นอน

เมื่อติดไฟแดง รถเกียร์ออโต้ ต้องทำอย่างไร

  • ขณะท่านทำการจอดรถยนต์เมื่อติดไฟแดง ท่านควรเข้าเกียร์ N ไว้ก่อนเพื่อความปลอดภัยให้รถหยุดนิ่ง จากนั้นแตะเบรคเอาไว้ด้วยในขณะที่เข้าเกียร์ N แล้วค่อย ๆ ถอนเท้าออกจากเบรก โดยจะต้องสังเกตว่ารถจอดสนิทแล้วหรือยัง หากรถจอดสนิทแล้วก็ไม่จำเป็นต้องกดเบรกตลอดเวลาที่ติดไฟแดง นอกจากพื้นที่นั้นๆเป็นพื้นถนนต่างระดับกันอาจจะต้องแตะเบรคเอาไว้กันรถไหลไปชนคันอื่น  แต่หากไม่ใช่พื้นถนนต่างระดับ ก็ไม่จำเป็นต้องกดเบรกตลอดเวลาจะได้ไม่เมื่อยเท้าที่กดเบรก หากติดไฟแดงนานๆ ไม่แนะนำให้ใช่เกียร์ P สำหรับการจอดรถติดไฟแดง 

ควรใช้เกียร์ P เวลาไหน

  • เกียร์ P โดยปกติจะใช้สำหรับจอดรถให้นิ่งสนิทเหมือนกับเกียร์ N แต่จะมีความแตกต่างกัน ตรงที่เกียร์ P จะเป็นการจอดรถที่ไม่สามารถขยับหรือเลื่อนรถไปในตำแหน่งอื่น ๆ ได้ เพราะเกียร์ P จะมีความคล้ายคลึงกับการใช้เบรกมือ เกียร์ P จะมีกลไกใช้ล็อคระบบกระปุกเกียร์ไม่ให้เคลื่อนที่ เกียร์ P จึงเหมาะสมกับการจอดรถในโรงจอดรถ หรือ การจอดรถบนถนนลาดชัน อย่างไรก็ตาม การจอดรถบนถนนลาดชัน หากมีความลาดชันบนถนนมาก จะต้องดึงเบรกมือเพื่อป้องกันรถไหลด้วย

จอดรถเกียร์ออโต้หากไม่ดับเครื่องจะมีผลอย่างไรตามมา

  • เวลาจอดรถเพื่อลงไปทำธุระ ไม่ควรเข้าเกียร์ N หรือเกียร์ว่างเอาไว้ เพราะว่ารถยนต์มีโอกาสเคลื่อนที่ไหลได้ ดังนั้นหากต้องจอดรถยนต์ทุกครั้งต้องใช้เกียร์ P หรือควรดับเครื่องยนต์ทุกครั้งเวลาจอดรถเป็นอย่างยิ่ง 

รถจอดไม่นิ่งสนิทเปลี่ยนเกียร์ออโต้เดินหน้าถอยหน้าได้รึไม่

  • ก่อนจะจอกรถสิ่งที่ต้องพึงระวังในการเปลี่ยนเกียร์เดินหน้าหรือเกียร์ D สลับกับเกียร์ถอยหลังหรือเกียร์ R ในทุก ๆ ครั้ง จะต้องเหยียบเบรกเพื่อหยุดรถก่อนเปลี่ยนเกียร์เท่านั้น

ทำไมถึงไม่ควรใช้เกียร์ 4 หรือ D4 บนถนนปกติ

  • เกียร์ D4 ถูกออกแบบมาสำหรับการขับรถขึ้นบนภูเขา ขึ้นห้าง หรือพื้นที่ที่มีความลาดชัน หากฝืนใช้เกียร์ D4 เครื่องยนต์จะไม่มีกำลังแรงพอในการเร่งรอบเครื่อง งานนี้มีหวังเร่งเครื่องไม่ขึ้นแน่นอนค่ะ เผลอ ๆ จากที่กำลังขึ้นภูเขาหรือขึ้นห้าง รถจะไหลย้อนลงแทนนะคะ เป็นที่มาของอุบัติเหตุทางลาดชันที่เรามักได้ยินกันบ่อย ๆ นั่นเอง

การเบิ้ลเครื่องหรือเร่งความเร็วก่อนเข้าเกียร์ออโต้ทำได้หรือไม่ ?

  • สำหรับผู้ที่มีใจรัก นักเบิ้ลเครื่องออกตัวไว รถพุ่งไปอย่างรวดเร็วทันใจ โดยการเร่งเครื่องยนต์ก่อนแล้วจึงค่อยเข้าเกียร์ D หรือเกียร์เดินหน้า ต่อให้วิธีนี้จะช่วยทำให้รถออกตัวได้แรงขึ้น แต่กลับสร้างความเสียหายกับชุดเกียร์และเพลาขับ รวมไปถึงยางรถยนต์ด้วย ยิ่งไปกว่านั้น หากมีสิ่งกีดขวางทางข้างหน้ากะทันหัน จะทำให้เบรกไม่ทัน เสี่ยงต่ออุบัติเหตุที่จะเกิดขึ้นได้

การคิกดาวน์ คืออะไร

  • การคิกดาวน์ คือ การเหยียบคันเร่งจนเกือบจะมิด เพื่อเป็นการเร่งความเร็วให้กับรถ ขณะขับขี่เมื่อได้จังหวะในการแซงรถคันอื่น หากเลือกใช้วิธีนี้ โดยไม่ได้เปลี่ยนเกียร์ให้สัมพันธ์กับอัตราการเร่งเครื่องยนต์ จะทำให้เกียร์เปลี่ยนอัตราทดต่ำลงเพื่อทำให้เรียกรอบเครื่องยนต์ได้ ซึ่งก็จะช่วยให้รถพุ่งได้รวดเร็วกว่าปกติ หากกระทำการคิกดาวน์บ่อย ๆ จะส่งผลเสียต่อชุดเกียร์ ทำให้เกียร์เสื่อมสภาพไวกว่ากว่าเดิม

การเร่งแซงรถยนต์ที่ถูกวิธี

กรณีที่ต้องการเร่งแซงรถคันอื่น หรือต้องการแรงเพิ่มขับเคลื่อนรถอย่างกะทันหัน คุณสามารถเพิ่มความเร็วของรถด้วยการคิก ดาวน์ (Kick Down) โดยเหยียบคันเร่งลงไปเกินกว่า 80% ในครั้งเดียวเกียร์จะเปลี่ยนลงอย่างรวดเร็ว สังเกตได้จากรอบเครื่องยนต์จะสูงขึ้น ในขณะที่รถจะมีความเร็วเพิ่มขึ้น โดยระยะเบรกที่ปลอดภัยมีดังต่อไปนี้

  • เมื่ออยู่ที่ความเร็ว 20 กม./ชม. ระยะเบรกที่ต้องใช้อย่างน้อยที่สุด คือ 7 เมตร
  • เมื่ออยู่ที่ความเร็ว 40 กม./ชม. ระยะเบรกที่ต้องใช้อย่างน้อยที่สุด คือ 18 เมตร
  • เมื่ออยู่ที่ความเร็ว 60 กม./ชม. ระยะเบรกที่ต้องใช้อย่างน้อยที่สุด คือ 34 เมตร
  • เมื่ออยู่ที่ความเร็ว 80 กม./ชม. ระยะเบรกที่ต้องใช้อย่างน้อยที่สุด คือ 54 เมตร
  • เมื่ออยู่ที่ความเร็ว 100 กม./ชม. ระยะเบรกที่ต้องใช้อย่างน้อยที่สุด คือ 80 เมตร

เนื่องจากในทุกวันนี้ การใช้รถใช้ถนนมีโอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุได้ตลอดเวลา ดังนั้นนอกจากผู้ใช้รถทุกคนต้องไม่ประมาทและควรระมัดระวังในการขับขี่แล้ว การทำประกันรถยนต์นั้นก็เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่จะช่วยให้ท่านเพิ่มความอุ่นใจในการใช้รถใช้ถนนมากขึ้น ดังนั้นสามารถเข้ามาเปรียบเทียบประกันรถยนต์ได้ทาง www.moneyguru.co.th ต้องการที่จะช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนและลดภาระค่าใช้จ่ายจากการจ่ายเบี้ยประกันด้วยการ ลดราคาเบี้ย 5% พร้อมรับบัตรเติมน้ำมัน 500 บาท  รับมือพิษเศรษฐกิจในเวลานี้ รวมถึงสามารถเข้ามาเปรียบเทียบสินเชื่อส่วนบุคคลกับทาง MoneyGuru ได้เลย

ซื้อประกันรถยนต์ กับ MoneyGuru คุ้ม 2 ต่อ รับส่วนลดและบัตรเติมน้ำมันฟรี

ไม่พลาดทุกเรื่องราวข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อน กับ LINE @MoneyGuruThailand

บทความแนะนำ