เปรียบเทียบชัดๆ ช้อปดีมีคืน ดีกว่า คนละครึ่ง จริงหรือ 30,000 กับ 3,000 บาท อะไรดีกว่ากัน

โดย MoneyGuru.co.th, ในหมวดหมู่ "ไลฟ์สไตล์"

November 13, 2020


วันนี้เรามาหาคำตอบแบบ เปรียบเทียบชัดๆ ช้อปดีมีคืน ดีกว่า คนละครึ่ง จริงหรือ 30,000 กับ 3,000 บาท อะไรดีกว่ากัน หากท่านจำเป็นต้องเลือกเพียงสิทธิเดียว อะไรจะตอบโจทย์มากที่สุดสำหรับชาวมนุษย์เงินเดือน ในเวลานี้


สินเชื่อเงินด่วนสมัครง่าย ซิตี้แบงก์ ดอกเบี้ยต่ำ ไม่ต้องค้ำ วงเงิน 5 เท่า รับเงินทันที


เปรียบเทียบชัดๆ ช้อปดีมีคืน ดีกว่า คนละครึ่ง จริงหรือ 30,000 กับ 3,000 บาท อะไรดีกว่ากัน

เปรียบเทียบชัดๆ ช้อปดีมีคืน ดีกว่า คนละครึ่ง จริงหรือ 30,000 กับ 3,000 บาท อะไรดีกว่ากัน

สำหรับชาวมนุษย์เงินเดือน ที่มีสิทธิทั้งในโครงการมาตรการ ช้อปดีมีคืน และโครงการ คนละครึ่ง หากเวลานี้ท่านจะต้องเลือกใช้สิทธิเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง ท่านอาจไม่แน่ใจว่าจะเลือกแบบไหนดี เพื่อให้ตอบโจทย์สำหรับ มนุษย์เงินเดือนที่ต้องเสียภาษีทุกปีควรใช้ เลือกแบบไหนถึงจะดีที่ สุด เช่นหากเลือกรอใช้สิทธิในมาตรการ ช้อปดีมีคืน สำหรับลดหย่อนภาษี อาจจะดีกว่าร่วมโครงการ คนละครึ่ง ที่ได้รับเงินแค่วันละ 150 บาทตลอดโครงการแค่ 3,000 บาท เท่านั้น แต่กลับกันหากเราลงทะเบียน ช้อปดีมีคืน ได้เงินมากกว่าตั้งหลายเท่า แต่ว่าสิ่งที่คิดนั้นจะถูกจริงหรือไม่วันนี้เราไปหาคำตอบกัน ว่า โครงการ ช้อปดีมีคืน ดีกว่า คนละครึ่ง สำหรับมนุษย์เงินเดือน จริงหรือไม่

 

ข้อดีของโครงการ ช้อปดีมีคืน

  • 1.ข้อดีของมาตรการ ช้อปดีมีคืน คือ นิยามสั้นๆว่า ง่าย เพราะท่านไม่จำเป็นต้องลงทะเบียนใดๆให้ยุ่งยากเลยทั้งสิน แค่ท่านออกจากบ้านไปจับจ่ายซื้อของหรือสั่งของออนไลน์ แต่มีข้อแม้ว่าต้องไปซื้อกับร้านค้าที่จดทะเบียนภาษี VAT และสามารถออกใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบให้ได้ จากนั้นท่านก็แค่นำหลักฐานในการลดหย่อนภาษี ไปใช้ในการลดหย่อนภาษี โดยมาตรการนี้ให้ซื้อสินค้าและบริการ ไม่เกิน 30,000 บาท โดยเริ่มตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2563
  • 2.ข้อดีที่ 2 คือ มาตรการนี้เหมาะมากกับคนที่ต้องเสียภาษีเยอะๆ ทุกปี ถ้าการจับจ่ายซื้อของต่างๆ ในชีวิตประจำวันจะสามารถนำไปลดหย่อนภาษีรายปีได้ ก็นับเป็นเรื่องดี เพราะสามารถลดหย่อนภาษีในอัตราที่มากกว่า นอกจากนี้ควรคำนึงถึงสิ่งของที่จะซื้อ โดยอาจพิจารณาเลือก ‘ซื้อสินค้าจำเป็น’ ที่ต้องใช้อยู่แล้ว เช่น ยางรถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องครัว ยา/เวชภัณฑ์สุขภาพ อุปกรณ์ซ่อมบำรุงบ้าน/รถยนต์ หนังสือ ฯลฯ จะช่วยให้การช้อปปิ้งครั้งนี้ได้สิ่งของที่จำเป็นกับชีวิตจริงๆ แถมยังได้สิทธิในการลดหย่อนภาษีด้วย ก็ถือว่าคุ้มค่าอยู่ไม่น้อย แต่ท่านก็ต้องรู้ด้วยว่า ยังมี  กลุ่มสินค้าและบริการที่ลดหย่อนภาษีไม่ได้ เช่นกัน โดย กลุ่มสินค้าและบริการที่ไม่เข้าร่วมมาตรการช้อปดีมีคืน ไม่สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ โดยมีอยู่ 6 ประเภทหลัก ได้แก่ เหล้า เบียร์ ไวน์ บุหรี่หรือยาสูบ ซื้อหนังสือพิมพ์และนิตยสาร ทั้งรูปเล่มและอิเล็กทรอนิกส์ ค่าบริการจัดนำเที่ยว ค่าที่พัก โรงแรม ค่าซื้อรถยนต์ มอเตอร์ไซค์ เรือ ค่าน้ำมันและก๊าซที่ใช้เติมยานพาหนะ ค่าซื้อรถยนต์ มอเตอร์ไซค์ เรือ

 

เช็คสิทธิช้อปดีมีคืน-30000-บาท-สินค้าอะไรลดหย่อนภาษีได้บ้าง1

รูปภาพจากกรุงเทพธุรกิจ

 

อย่างไรก็ตาม หากต้องการนำรายการสินค้าและบริการที่ซื้อไปลดหย่อนภาษี จึงจำเป็นที่จะต้องขอเอกสาร หรือใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบสำหรับการนำไปลดหย่อนภาษีจากร้านค้าและผู้ประกอบการด้วยทุกครั้ง สำหรับวิธีคำนวณจะคำนวนจากเงินได้สุทธิต่อปี อัตราภาษีที่ผู้เสียภาษีแต่ละคนต้องจ่าย พบว่าผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแต่ละกลุ่มจะมีสิทธิ์ได้คืนภาษีสูงสุดดังนี้

  • เงินได้สุทธิต่อปี 0-150,000 บาท ได้รับการยกเว้นภาษี ไม่ได้สิทธิ์คืนภาษี
  • เงินได้สุทธิต่อปี 150,001-300,000 บาท อัตราภาษีเงินได้ 5% สิทธิ์ได้คืนภาษีสูงสุด 1,500 บาท
  • เงินได้สุทธิต่อปี 300,001-500,000 บาท อัตราภาษีเงินได้ 10% สิทธิ์ได้คืนภาษีสูงสุด 3,000 บาท
  • เงินได้สุทธิต่อปี 500,001-750,000 บาท อัตราภาษีเงินได้ 15% สิทธิ์ได้คืนภาษีสูงสุด 4,500 บาท
  • เงินได้สุทธิต่อปี 750,001-1,000,000 บาท อัตราภาษีเงินได้ 20% สิทธิ์ได้คืนภาษีสูงสุด 6,000 บาท
  • เงินได้สุทธิต่อปี 1,000,001-2,000,000 บาท อัตราภาษีเงินได้ 25% สิทธิ์ได้คืนภาษีสูงสุด 7,500 บาท
  • เงินได้สุทธิต่อปี 2,000,001-5,000,000 บาท อัตราภาษีเงินได้ 30%สิทธิ์ได้คืนภาษีสูงสุด 9,000 บาท
  • เงินได้สุทธิต่อปี 5,000,001 บาทขึ้นไป อัตราภาษีเงินได้ 35% สิทธิ์ได้คืนภาษีสูงสุด 10,500 บาท

 

ดังนั้น กลุ่มที่น่าจะได้ประโยชน์จากมาตรการ “ช้อปดีมีคืน” มากที่สุด จึงเป็นกลุ่มประชาชนผู้ที่มีงินได้สุทธิต่อปีตั้งแต่ 500,001 บาทขึ้นไป โดยจะได้รับสิทธิคืนภาษีจากมาตรการช้อปดีมีคืน ได้คุ้มค่าที่สุด และอาจดีกว่าการเข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่ง” อีกด้วย แต่ทั้งนี้หากต้องการได้เงินคืนภาษีสูงสุด 10,500 บาท ก็ต้องควักเงินช้อปปิ้งให้ถึงยอด 30,000 บาทด้วย

 

ข้อเสียของโครงการ ช้อปดีมีคืน

ข้อเสียของมาตรการนี้คือ ไม่ครอบคลุมสินค้าทุกชนิด โดยมีการยกเว้นสินค้าบางชนิดที่ห้ามซื้อ ได้แก่ เหล้า, เบียร์, ไวน์, บุหรี่, ยาสูบ, ค่าน้ำมัน/แก๊สเชื้อเพลิง, ค่าเดินทาง (ค่ารถเมล์ แท๊กซี่ เรือ), ค่าบริการนำเที่ยว, หนังสือพิมพ์, นิตยสาร, ค่าที่พัก (ส่วนสินค้าที่ให้ซื้อได้ตามมาตรการนี้ ได้แก่ สินค้าและบริการทั่วไป หนังสือ และสินค้า OTOP) นอกจากนี้ยังจำเป็นต้องซื้อกับร้านค้าที่จดทะเบียนภาษี VAT และสามารถออกใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบให้ได้เท่านั้นและไม่เหมาะกับผู้ที่เสียภาษีไม่มาก หรือผู้ที่ไม่เสียภาษีรายปี (ได้รับการยกเว้นภาษี) และอาจต้องการความช่วยเหลือในค่าใช้จ่ายรายวันมากกว่า

 

เปรียบเทียบสินเชื่อบุคคลmoneyguru

 

ข้อดีของโครงการ คนละครึ่ง

สำหรับข้อดี ของโครงการคนละครึ่ง คือ รัฐจะร่วมจ่าย (Co-pay)   ระหว่างประชาชนที่เข้าร่วมโครงการและรัฐบาล โดยจะสนับสนุนค่าอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าทั่วไป ผู้ได้รับสิทธิตามโครงการเป็นประชาชนสัญชาติไทยที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป แต่จะได้รับสิทธิ์ไม่เกิน 10 ล้านคน ภาครัฐจะสนับสนุนโยร่วมจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่มและสินค้าทั่วไป ร้อยละ 50 ไม่เกิน 150 บาทต่อคนต่อวันหรือไม่เกิน 3,000 บาทต่อคน  โดยท่านจะให้ใช้จ่ายได้ไม่เกินวันละ 150 บาท  โดยวงเงินที่ประชาชนจ่ายไปให้ร้านค้านั้นจะจ่ายเพียง 50% ส่วนที่เหลือ 50% ร้านค้าจะได้รับจากรัฐในวันถัดไป แต่ไม่สามารถใช้กับ สลากกินแบ่ง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยาสูบและบริการต่าง ๆ ได้

 

ข้อเสียของโครงการ คนละครึ่ง

จำกัดสิทธิไม่ได้ทุกคน  มีขั้นตอนสมัครยุ่งยากกว่า ต้องใช้โทรศัพท์ทุกครั้งที่ใช้จ่าย เงินที่รัฐบาลให้นั้นจะต้องใช้หมดวันต่อวัน หากใช้ไม่หมดจะไม่สามารถเก็บไว้ใช้ในวันต่อไปได้ หากไม่ใช้สิทธิตามวันที่กำหนดจะถูกตัดสิทธิทันที เงินดังกล่าวจะต้องนำไปใช้ในร้านค้ารายย่อยที่ขึ้นทะเบียน ถุงเงิน เท่านั้นร้านไหนไม่มีใช้ไม่ได้  และ ไม่ครอบคลุมสินค้าทุกชนิด

 

สรุปสำหรับทั้ง 2 โครงการ ประชาชนกลุ่มมนุษย์อาจจะไม่เหมาะกับมาตรการ ช้อปดีมีคืน เท่าไรแต่เหมาะกับการใช้สิทธิโครงการ คนละครึ่ง มากกว่า นั้นก็เพราะว่าจากผู้มีเงินได้สุทธิต่อปีไม่เกิน 300,000 บาท หากดูจากตัวเลขที่คำนวณค่าลดหย่อนสูงสุดกับภาษีที่จะได้คืนจากรัฐ จะพบว่าการลงทะเบียนรับสิทธิ์โครงการ คนละครึ่ง จะคุ้มมากกว่านั่นเอง

 

ตลอดเดือนพฤศจิกายน 63 MoneyGuru พร้อมช่วยคุณประหยัดจัดโปร Shocking Sale 11.11 ลดร้อนแรงเพียงแค่ทำประกันรถยนต์ชั้น 1 พร้อมรับส่วนลดเบี้ยประกันทันที 11% เพื่อเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำหรับช่วยเหลือประชาชนสำหรับการจ่ายเบี้ยประกันรถยนต์ ในราคาพิเศษที่หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้วในเวลานี้…!!  เนื่องจากในทุกวันนี้ การใช้รถใช้ถนนมีโอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุได้ตลอดเวลา ดังนั้นนอกจากผู้ใช้รถทุกคนต้องไม่ประมาทและควรระมัดระวังในการขับขี่แล้ว การทำประกันภัยรถนั้นก็เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่จะช่วยให้ท่านเพิ่มความอุ่นใจในการใช้รถใช้ถนนมากขึ้น

Shocking-Sale-11.11-ลดร้อนแรงเพียงแค่ทำประกันรถยนต์ชั้น-1-พร้อมรับส่วนลดเบี้ยประกันทันที-11

ไม่พลาดทุกเรื่องราวข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อน กับ LINE @MoneyGuruThailand

 

 

ที่มา กรุงเทพธุรกิจ

เปรียบเทียบข้อเสนอที่ดีที่สุดในเวลาเพียงหนึ่งนาที!

เพิ่มเพื่อน