เริ่มต้น ... เก็บเงินออมแต่ละเดือนเท่าไรดี - MoneyGuru.co.th

เริ่มต้น … เก็บเงินออมแต่ละเดือนเท่าไรดี


หลายคนคงสงสัยว่าถ้าอยากเก็บออมเงินกับเขาบ้าง จะ เริ่มต้น เก็บเงินออมแต่ละเดือนเท่าไรดี ถึงจะทำได้จริงและยั่งยืน คำถามนี้ กูรูการเงินหลายคนให้ความเห็นไว้ว่า มันขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ใครออมมาก ก็ได้มาก ใครออมน้อย ก็ได้น้อย แต่ไม่ว่าจะออมมากหรือออมน้อย ขอแค่อย่าเบียดเบียนตัวเองจนรู้สึกว่าการออมเป็นภาระ ไม่เช่นนั้นแล้ว อาจทำให้ไม่ประสบความสำเร็จในการออมก็เป็นได้

สมัครบัตร KTC

ทฤษฎีการออม เริ่มต้น … เก็บเงินออมแต่ละเดือนเท่าไรดี

เริ่มต้น เก็บเงินออมแต่ละเดือนเท่าไรดี

สำหรับการเริ่มต้นที่ดี ตัวเลขที่เหมาะสมน่าจะอยู่ที่ 10% ของรายได้ เพราะไม่มากหรือน้อยเกินไป เช่น ถ้าเงินเดือนปริญญาตรีเริ่มต้นที่เดือนละ 15,000 บาท ก็ควรจะหักเงินออกไปออมเดือนละ 1,500 บาท แล้วค่อยใช้ส่วนที่เหลือ 13,500 บาท ช่วงแรกๆ อาจจะทำใจได้ยากสักหน่อย แต่เชื่อเถอะว่า ทำไปสักพักก็จะชินไปเอง 

ซึ่งวิธีที่จะช่วยทำให้คุ้นชินกับการออมเงินแบบนี้ก็คือ การใช้บริการหักเงินอัตโนมัติเมื่อมีรายได้เข้ามาในบัญชี โดยตั้งใจให้ระบบหักไปเก็บไว้ในบัญชีเงินฝากอีกบัญชีหนึ่ง หรือจะหักออกไปลงทุนในรูปแบบต่างๆ ก็ขึ้นอยู่กับความพอใจ 

ทั้งนี้ ข้อดีของการหักเงินแบบอัตโนมัติ จะช่วยให้การออมของเราบรรลุเป้าหมายได้ดีขึ้น เผลอๆ ลืมไปแค่สัก 1 ปี ลองกลับไปดูตัวเลขเงินออมแล้วอาจจะตกใจได้ว่า เงินที่ออมแบบลืมไปแล้วว่ามีอยู่เดือนละ 1,500 บาท เมื่อครบปีจะกลายเป็น 18,000 บาท แบบไม่รู้ตัว 

พอทำจนชินแล้ว จะลองท้าทายตัวเองด้วยการเพิ่มสัดส่วนเงินออมให้มากขึ้นเป็น 20% หรือ 30% ก็ไม่ผิดกติกา ถ้าไม่ทําให้ชีวิตเดือดร้อน


บทความแนะนำ: 12 วิธีประหยัดเงินได้ตั้งแต่ต้นปี


ทีนี้ มาดูกันว่า นอกจากกระปุกออมสินกับธนาคารแล้ว เรามีช่องทางการออมอะไรบ้างที่น่าสนใจ 

สลากออมสิน และสลาก ธกส.

เงินออมในรูปแบบนี้ คล้ายการฝากประจำ เพราะมีกำหนดเวลาในการฝากแน่นอน เช่น 3 ปี หรือ 5 ปี และจะได้รับดอกเบี้ยแบบเดียวกับการฝากเงินที่ธนาคาร โดยที่ดอกเบี้ยก็ไม่ได้สูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากมากนัก แต่ที่น่าสนใจ คือทุกคนมีสิทธิ์จะได้ลุ้นการถูกรางวัลเป็นของแถม ถ้าโชคดีสุดๆ ก็มีโอกาสถูกรางวัลใหญ่กับเขาด้วย ซึ่งการเสี่ยงดวงด้วยสลากออมสิน กับสลาก ธกส. ดีกว่าการเสี่ยงโชคในลักษณะอื่นตรงที่ “เงินต้น” ไม่หายไปไหน 

ประกันออมทรัพย์ 

เป็นการออมระยะยาวในอีกรูปแบบหนึ่ง ที่น่าจะยังไม่ค่อยคุ้นหูกันสักเท่าไร แต่เชื่อได้เลยว่า หลังจากทํางานมีรายได้ไปสักระยะ จะต้องคุ้นเคยกับการออมในรูปแบบนี้ เพราะจะมีผู้หวังดีมาเชิญชวน ให้เราออมเงินกับประกันชีวิตแบบออมทรัพย์แน่ๆ รูปแบบการออมคล้ายกับการฝากประจํา โดยสามารถเลือกระยะเวลาการออมได้ ซึ่งมีตั้งแต่ 5 – 10 – 15 ปี หรือนานกว่านั้น ซึ่งเงินที่เรานําไปออมจะเรียกว่า “เบี้ยประกัน” ที่มักจะจ่ายกันเป็นรายปี รายไตรมาส หรือรายเดือนก็พอได้ โดยเมื่อรับเงินออมจากเราไปแล้ว บริษัทประกันจะนําเงินนั้นไปหาดอกผล แล้วจ่ายผลตอบแทนให้เรา

ตามที่ตกลงกันไว้ตั้งแต่ตอนที่ซื้อประกัน ซึ่งบางครั้ง คนขายประกันมักนําผลตอบแทนสูงๆ เป็นร้อยๆ เปอรเซ็นต์มาชักจูงใจ แต่ถ้านําเอา “ผลตอบแทนเป็นร้อยๆ เปอรเซ็นต์” มาคิดเป็นผลตอบแทนต่อปีแล้ว เราน่าจะได้สูงกว่าดอกเบี้ยของตราสารหนี้ระยะยาวนิดหน่อย แต่ข้อดีของการออมในรูปแบบนี้ คือ เรามั่นใจได้ว่า จะได้เงินออมตามเป้าหมายแน่นอน แม้ว่าเราจะ “จากไป” ก่อนที่ประกันออมทรัพย์จะครบอายุ

สหกรณ์ 

เป็นสถาบันการเงินที่ระดมเงินจากสมาชิก โดยการ “ขายหุ้น” และนําเงินที่ระดมได้นั้น ไปบริหารจัดการเพื่อให้ได้ดอกผลงอกเงยตามวัตถุประสงค์ของสหกรณ์แต่ละประเภท ซึ่งหลักการของสหกรณ์ก็เพื่อส่งเสริมให้สมาชิกได้ออมเงิน ให้ความช่วยเหลือ และรักษาผลประโยชน์ของสมาชิก เช่น สหกรณ์ออมทรัพย์ ซึ่งหลายหน่วยงานและบริษัท มักจะมีสหกรณ์ออมทรัพย์เป็นของตัวเอง เพื่อเป็นทางเลือกในการออมเงินอีกทางหนึ่ง และยังเป็นแหล่งเงินกู้ให้กับสมาชิกที่ต้องการกู้ยืมอีกด้วย โดยผลตอบแทนที่สมาชิกได้รับเรียกว่า “เงินปันผล” ที่ได้ดอกเบี้ยดีกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก นอกจากนี้ การออมในรูปแบบนี้มักจะเป็น การหักจากเงินเดือน ซึ่งเป็นวิธีการออมที่ให้ผลดีอีกวิธีหนึ่ง 

กองทุนประกันสังคม

ถ้ามีฐานะเป็น “ลูกจ้าง” ไม่ว่าจะเป็นลูกจ้างของบริษัทเล็กๆ หรือบริษัทใหญ่ๆ จะต้องมี “ประกันสังคม” ซึ่งส่วนใหญ่เรามักจะเข้าใจแค่ว่า ประกันสังคมมีประโยชน์แค่สามารถใช้บริการรักษาพยาบาลฟรีเวลาเจ็บป่วยเท่านั้น แต่จริงๆ แล้ว ในจํานวนเงินที่เราและนายจ้างช่วยกันจ่ายสมทบให้กองทุนประกันสังคมนั้น ส่วนหนึ่งถูกแบ่งออกไปเป็นเงินออมเพื่อวัยเกษียณ แต่เพราะประกันสังคมเป็นเพียงแค่ “สวัสดิการขั้นพื้นฐาน” สําหรับอาชีพลูกจ้างเท่านั้น เพราะฉะนั้นเงินออมในวันนี้ที่จะถูกเปลี่ยนเป็นเงินออม เพื่อวัยเกษียณจะมีจํานวนเล็กน้อยมาก เมื่อเทียบกับมาตรฐานชีวิตหลังเกษียณในแบบที่เราฝันไว้ ดังนั้นอย่าวางใจกับเงินออมก้อนนี้มากนัก

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 

ถ้าเงินจากกองทุนประกันสังคมไม่พอสำหรับชีวิตหลังเกษียณ ก็คงต้องหันมาพึ่ง “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” สำหรับพนักงานบริษัทเอกชน หรือ “กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ” (กบข.) สำหรับข้าราชการ ซึ่งเป็นการออมเพื่อวัยเกษียณอีกรูปแบบหนึ่ง 

ทั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และกบข. ต้องบอกว่า เป็นความใจดีของนายจ้าง เพราะเป็นกองทุนที่ตั้งขึ้นมาเพื่อให้ลูกจ้างได้มีเงินออมไว้ใช้ในยามเกษียณ โดยนอกจากเราออมด้วยตัวเองแล้ว นายจ้างจะช่วยออกเงินให้อีกส่วนหนึ่งด้วย 

สำหรับข้าราชการ จะต้องสะสมเงินเข้ากองทุนเดือนละ 3% ของค่าจ้าง (สามารถออมเงินสะสมปกติแล้วไม่เกิน 15% ของรายได้) และรัฐบาลจะสมทบให้อีก 3% เท่าๆ กัน 

หากเป็นกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เราสามารถเลือกได้ว่าจะออมเงินไว้ในกองทุนเดือนละกี่เปอร์เซ็นต์ของค่าจ้างซึ่งมีตั้งแต่ 2-15% และนายจ้างจะช่วยสมทบเงินให้อีกส่วนหนึ่ง (ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่บริษัทกำหนดไว้ในข้อบังคับกองทุน) 

แตไม่ใช่ “มนุษยเงินเดือน” ทุกคนจะโชคดี เพราะไม่ใช่บริษัททุกแห่งที่จะมีกองทุนสํารองเลี้ยงชีพ ดังนั้น หากโชคดีได้อยูในองค์กรที่มีกองทุนสํารองเลี้ยงชีพ ก็อย่าลังเลที่จะสมัครเป็นสมาชิกกองทุน และจะให้ดี ถ้ามีอัตราการจ่ายเงินสะสมให้เลือก ก็อย่าลังเลที่จะเลือกสะสมในอัตราที่สูงที่สุด เพราะนอกจากจะเป็นการออมเพื่อวัยเกษียณแล้ว เรายังเหมือนได้เงินเดือนเพิ่มขึ้นจากการสมทบของนายจ้างอีกด้วย 

นอกจากการออมในรูปแบบต่างๆ นี้แล้ว ขั้นต่อไปของการออมคือ นําเงินออมไป “ต่อยอด” ให้ออกดอกออกผล ผ่านการลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงิน และทรัพยสินประเภทต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นตราสารหนี้ หุ้น กองทุนรวม ทองคํา ตามความสะดวกของตัวคุณเองได้เลย 

ด้วยความปรารถนาดีจาก MoneyGuru

เปรียบเทียบบัตร

สำหรับท่านที่ สนใจสมัครบัตรเครดิตไว้ใช้ แต่ยังไม่รู้จะเริ่มต้นจากตรงไหน สามารถเปรียบเทียบความคุ้มค่าของบัตรเครดิตได้ ที่นี่

ไม่พลาดทุกเรื่องราวข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อนกับ LINE @MoneyGuruThailand

ข้อมูลอ้างอิง