เช็คสิทธิเงินลดหย่อนภาษีปี 63-64 วางแผนดีๆลดได้เป็นแสน

โดย MoneyGuru.co.th, ในหมวดหมู่ "เคล็ดลับการเงิน"

October 28, 2020


สำหรับท่านที่กำลังจะเตรียมตัวในการลดหย่อนภาษีปี 63 ที่เวลานี้เหลือเวลาอีก 2 เดือนก็จะหมดสิ้นปีแล้ว สำหรับผู้มีรายได้หรือเหล่า มนุษย์เงินเดือน เพื่อเป็นตัวช่วยในการลดหย่อนภาษีปี 2563  เพื่อที่ท่านจะสามารถไปยื่นภาษีปี 2564 ได้สำหรับท่านที่จะ เช็คสิทธิเงินลดหย่อนภาษีปี 63-64 วางแผนดีๆลดได้เป็นแสน โดยสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้บ้าง และจะแตกต่างจากปีก่อน ๆอย่างไรไปดูกันเลย

 

เช็คสิทธิเงินลดหย่อนภาษีปี 63-64 วางแผนดีๆลดได้เป็นแสน

เช็คสิทธิเงินลดหย่อนภาษีปี-63-64-วางแผนดีๆลดได้เป็นแสน

รู้หรือไม่ว่า สิทธิ์ค่าลดหย่อนในปี 2563 ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปด้วยในหลายรายการ จากสาเหตุ วิกฤติไวรัสโควิด-19 ที่ทำให้เศรษฐกิจไทยและการจ้างงานได้รับผลกระทบ ทำให้รัฐต้องออกมาตรการช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง ทำให้ทธิ์ค่าลดหย่อนในปีหน้ามีการเปลี่ยนแปลง ได้แก่  เงินสมทบจากประกันสังคมในปีภาษี 2563 นำมาลดหย่อนสูงสุดเหลืออยู่ที่ 5,850 บาท   จากเดิมที่เคยสมทบสูงสุดไม่เกิน 9,000 บาทต่อปี  เนื่องจากมีการปรับลดอัตราการนำส่งถึง 2 รอบ คือในช่วงเดือน มี.ค. – พ.ค. หัก 1% และเดือน ก.ย. – พ.ย. หัก 2% เพื่อลดภาระผู้ประกันตนในช่วงโควิด19 หรือ เงินจากกองทุนรวมเพื่อการออมพิเศษ SSFX ที่รัฐให้ลดหย่อนเพิ่มสูงสุด 200,000 บาท สำหรับผู้ซื้อหน่วยลงทุน SSFX ในช่วง 1 เม.ย. – 30 มิ.ย.ที่ผ่านมา และอย่างล่าสุดสำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่าง ช้อปดีมีคืน ที่สามารถลดหย่อนภาษีสูงสุดที่ 30,000 บาท ในเวลานี้ สำหรับท่านที่ต้องการจะ เช็คสิทธิลดหย่อนภาษีปี 63-64 เพิ่มเติมมีอะไรบ้างนั้นเราไปดูกันเลย

 

ฤกษ์ออกรถยนต์เดือนสิงหาคม-2563

 

เช็คสิทธิลดหย่อนภาษีปี 63-64

สิทธิค่าลดหย่อนภาษีส่วนตัวและครอบครัว

  • 1.เงินค่าลดหย่อนภาษีสำหรับส่วนตัวสามารถนำไปลดหย่อนได้ 60,000 บาท
  • 2.เงินค่าลดหย่อนภาษีสำหรับคู่สมรสที่ไม่มีเงินได้ หรือมีเงินได้ที่ยื่นแสดงรายการรวมกันในการคำนวณภาษีสามารถนำไปลดหย่อนได้ 60,000 บาท
  • 3.เงินค่าลดหย่อนภาษีสำหรับค่าคลอดบุตรตามจ่ายจริง สามารถนำไปลดหย่อนได้สูงสุดไม่เกิน 60,000 บาท
  • 4.เงินค่าลดหย่อนภาษีสำหรับค่าเล่าเรียนลดหย่อนบุตร (ต้องเรียนไปเกิดอายุ 25 ปี ) 30,000 บาท บุตรคนที่ 2 เป็นต้นไปที่เกิดในหรือหลังปี 2561 ได้คนละ 60,000 บาท
  • 5. เงินค่าลดหย่อนภาษีสำหรับค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดา-มารดา อายุ 60 ปีขึ้น ( ต่อคน )สามารถนำไปลดหย่อนได้  30,000 บาท
  • 6. เงินค่าลดหย่อนภาษีสำหรับ ดูแลอุปการะผู้พิการหรือทุพพลภาพ สามารถนำไปลดหย่อนได้ 60,000 บาท

 

สิทธิค่าลดหย่อนภาษีสำหรับประกันและการลงทุน

  • 1.เงินค่าลดหย่อนภาษีสำหรับเงินสมทบประกันสังคมสูงสุดไม่เกิน 5,850 บาท
  • 2.เงินค่าลดหย่อนภาษีสำหรับประกันชีวิตหรือประกันสุขภาพ โดยดูที่ตามการจ่ายจริงสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท
  • 3.เงินค่าลดหย่อนภาษีสำหรับเบี้ยประกันสุขภาพตนเอง ตามที่จ่ายจริงสูงสุดไม่เกิน 25,000 บาท โดยให้ดู ข้อ 1 บวก 2 รวมแล้วต้องไม่เกิน 100,000 บาท
  • 4.เงินค่าลดหย่อนภาษีสำหรับเบี้ยประกันสุขภาพพ่อ-แม่ ตามที่จ่ายจริงสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท
  • 5.เงินค่าลดหย่อนภาษีสำหรับเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ สามารถนำไปลดหย่อนได้15% ของเงินได้ สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท
  • 6.เงินค่าลดหย่อนภาษีสำหรับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ สามารถนำไปลดหย่อนได้ 15% ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 500,000 บาท
  • 7.เงินค่าลดหย่อนภาษีสำหรับกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) สามารถนำไปลดหย่อนได้ 15% ของเงินได้ ไม่เกิน 200,000 บาท
  • 8.เงินค่าลดหย่อนภาษีสำหรับกองทุนสงเคราะห์ครูเอกชน สามารถนำไปลดหย่อนได้ 15% ของเงินได้ ไม่เกิน 500,000 บาท ( ข้อ 6 – 8 ตามที่จ่ายสูงสุดรวมกันไม่เกิน 500,000 บาท)
  • 9.เงินค่าลดหย่อนภาษีสำหรับกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) สามารถนำไปลดหย่อนได้ 13,200 บาท
  • 10.เงินค่าลดหย่อนภาษีสำหรับกองทุนรวมเพื่อการออม ( SSF) สามารถนำไปลดหย่อนได้ 30% ของเงินได้ ไม่เกิน 200,000 บาท
  • 11.เงินค่าลดหย่อนภาษีสำหรับซื้อหน่วยลงทุนกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ ( RMF) สามารถนำไปลดหย่อนได้ 30% ของเงินได้ ไม่เกิน 500,000 บาท
  • 12. เงินค่าลดหย่อนภาษีสำหรับซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการออมพิเศษ ( SSFX ) สามารถนำไปลดหย่อนได้ 200,000 บาท ( ข้อ 2 – 11 รวมกันสูงสุดต้องไม่เกิน 500,000 บาท )

สิทธิค่าลดหย่อนภาษีสำหรับกลุ่มอสังหาริมทรัพย์

  • 1.เงินค่าลดหย่อนภาษีสำหรับดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อซื้อที่อยู่อาศัยตามที่จ่ายจริงสูงสุดไม่เกิน100,000 บาท
  • 2.เงินค่าลดหย่อนภาษีสำหรับโครงการบ้านหลังแรกปี 59 สูงสุดไม่เกิน 120,000 บาท

สิทธิค่าลดหย่อนภาษีสำหรับกลุ่มบริจาค

  • 1.เงินค่าลดหย่อนภาษีสำหรับการบริจาคให้ พรรคการเมือง โดยสามารถดูที่ตามที่จ่ายจริงแต่จะได้สูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท
  • 2.เงินค่าลดหย่อนภาษีสำหรับการบริจาคให้ มูลนิธิและองค์กรสาธารณะกุศล ตามจริง ไม่เกิน10% ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน
  • 3.เงินค่าลดหย่อนภาษีสำหรับการบริจาคให้ การศึกษาหรือด้านกีฬา หรือเข้าโรงพยาบาลรัฐและช่วยเหลือด้านสังคมต่างๆ หักลดหย่อนได้ 2 เท่าของเงินที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 10% ของเงินได้ หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน

สิทธิค่าลดหย่อนภาษีสำหรับกลุ่ม มาตราการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐ ฯ

  • 1. เงินค่าลดหย่อนภาษีสำหรับมาตราการช้อปดีมีคืน  ลดได้สูงสุดไม่เกิน 30,000 บาท
  • 2. เงินค่าลดหย่อนภาษีสำหรับค่าธรรมเนียมบัตรเครดิต (ธุรกิจที่มีเครื่องรูดบัตร ECD ) หักค่าลดหย่อนได้เพิ่ม 1 เท่าของที่จ่ายตามจริง

 

 

เช็กอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

จากตารางนี้แสดงว่าหากใครมีรายได้ตลอดทั้งปีไม่เกิน 310,000 บาท เมื่อหักค่าใช้จ่ายและลดหย่อนส่วนตัวรวม 160,000 บาทแล้ว จะเหลือเงินได้สุทธิ 150,000 บาท ซึ่งได้รับการยกเว้นภาษี แต่หากใครมีรายได้สุทธิมากกว่า 310,000 บาท แสดงว่าเราต้องยื่นภาษี แต่จะเสียภาษีมาก-น้อยแค่ไหนนั้น ต้องคิดคำนวณจากค่าลดหย่อนด้วย โดยมีวิธีคำนวณภาษีดังนี้

ขั้นตอนที่ 1

นำรายได้ทั้งปีมาหักค่าใช้จ่ายส่วนตัว นำรายได้ตลอดทั้งปีมาหักค่าใช้จ่าย แยกตามประเภทของรายได้ และหักลดหย่อนตามรายการต่าง ๆ เพื่อหารายได้สุทธิ

ตัวอย่าง หากนาย A มีรายได้ทั้งปี 600,000 บาท จะต้องหักค่าใช้จ่ายเบื้องต้นดังนี้

หักค่าใช้จ่าย 50% ของเงินได้ (แต่ไม่เกิน 100,000 บาท) = 100,000 บาท จะเหลือรายได้สุทธิ 500,000 บาท

ขั้นตอนที่ 2

นำรายได้ที่เหลือมาหักค่าลดหย่อน จากนั้น ลองสำรวจดูว่าเรามีค่าลดหย่อนอะไรบ้าง แล้วนำค่าลดหย่อนนั้นมาลบออกจาก 500,000 บาท

เช่น หากปีนี้ นาย A ซึ่งมีภรรยา 1 คน มีรายได้ไม่ถึง 30,000 บาท ทั้งคู่จดทะเบียนสมรสกันแล้ว แต่ไม่มีบุตร จ่ายประกันสังคมไป 9,000 บาท, มีบิดาอายุ 60 ปีขึ้นไป ที่ต้องเลี้ยงดู 1 คน, ซื้อ LTF ไป 50,000 บาท ก็สามารถนำค่าลดหย่อนทั้งหมดมาหักออกจาก 500,000 บาท ดังนี้

  • หักค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท
  • หักค่าลดหย่อนคู่สมรส 60,000 บาท
  • หักค่าประกันสังคม 9,000 บาท
  • หักค่าลดหย่อนเลี้ยงดูบิดา 1 คน จำนวน 30,000 บาท
  • หักค่าซื้อ LTF ไป 50,000 บาท

รวมหักไป 209,000 บาท

จะเหลือรายได้สุทธิ 291,000 บาท

ขั้นตอนที่ 3

นำรายได้สุทธิที่ได้ มาเทียบอัตราภาษี ปัจจุบันใช้วิธีเสียภาษีแบบขั้นบันได ซึ่งอัตราภาษีในปี 2562 เป็นดังนี้

อัตราภาษีแบบขั้นบันได

  • รายได้ 0-150,000 บาท ยกเว้นอัตราภาษี
  • รายได้ 150,001-300,000 บาท อัตราภาษี 5% (ภาษีที่ต้องเสียสูงสุดในขั้นนี้คือ 7,500 บาท)
  • รายได้ 300,001-500,000 บาท อัตราภาษี 10% (ภาษีที่ต้องเสียในขั้นนี้คือ 20,000 บาท)
  • รายได้ 500,001-750,000 บาท อัตราภาษี 15% (ภาษีที่ต้องเสียในขั้นนี้คือ 37,500 บาท)
  • รายได้ 750,001-1,000,000 บาท อัตราภาษี 20% (ภาษีที่ต้องเสียในขั้นนี้คือ 50,000 บาท)
  • รายได้ 1,000,001-2,000,000 บาท อัตราภาษี 25% (ภาษีที่ต้องเสียในขั้นนี้คือ 250,000 บาท)
  • รายได้ 2,000,001-5,000,000 บาท อัตราภาษี 30% (ภาษีที่ต้องเสียในขั้นนี้คือ 600,000 บาท)
  • รายได้ 5,000,000 บาทขึ้นไป อัตราภาษี 35%

กรณีของนาย A มีรายได้สุทธิอยู่ที่ 291,000 บาท เท่ากับต้องเสียภาษีในอัตราสูงสุดที่ 5% แต่ในจำนวนนี้ 150,000 บาทแรก ได้รับการยกเว้นภาษี จึงคงเหลือส่วนที่ต้องเสียภาษีอยู่ที่ (291,000-150,000) = 141,000 บาท ที่อัตรา 5% คิดเป็นเงินภาษี 7,050 บาท

 

พิเศษสำหรับท่านที่กำลังจะออกรถช่วงเวลานี้ MoneyGuru แจกบัตรเติมน้ำมัน 1,500 บาท ฟรี..!! เพียงแค่ท่านซื้อประกันรถยนต์กับทางเว็บไซต์ MoneyGuru.co.th เนื่องจากในทุกวันนี้ การใช้รถใช้ถนนมีโอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุได้ตลอดเวลา ดังนั้นนอกจากผู้ใช้รถทุกคนต้องไม่ประมาทและควรระมัดระวังในการขับขี่แล้ว การทำประกันภัยรถนั้นก็เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่จะช่วยให้ท่านเพิ่มความอุ่นใจในการใช้รถใช้ถนนมากขึ้น

แจกบัตรเติมน้ำมัน-1500-บาท-ฟรี..-ยิ่งซื้อมาก-ยิ่งได้มาก

ไม่พลาดทุกเรื่องราวข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อน กับ LINE @MoneyGuruThailand

;

เปรียบเทียบข้อเสนอที่ดีที่สุดในเวลาเพียงหนึ่งนาที!

เพิ่มเพื่อน