ลักษณะหนี้ส่วนบุคคล คืออะไร จะแก้หนี้อย่างไร - MoneyGuru.co.th

ลักษณะหนี้ส่วนบุคคล คืออะไร จะแก้หนี้อย่างไร


การเป็นหนี้เกิดขึ้นได้หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการใช้บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด การขอสินเชื่อประเภทต่างๆ หรือแม้กระทั่งการขอกู้นอกระบบ และการยืมเงินเพื่อน แต่เชื่อว่าหลายคนยังไม่เข้าใจว่า จริงๆ แล้ว ลักษณะหนี้ส่วนบุคคล คืออะไร และ จะแก้หนี้อย่างไร ให้สามารถปิดหนี้ได้จริง 

เปรียบเทียบสินเชื่อบุคคล

ลักษณะหนี้ส่วนบุคคล จะแก้หนี้อย่างไร 

ลักษณะหนี้ส่วนบุคคล จะแก้หนี้อย่างไร

ลักษณะหนี้ส่วนบุคคล สามารถอธิบายให้เข้าใจได้ง่ายๆ ว่า เป็นหนี้ที่เกิดจากการใช้จ่ายเพื่อซื้อสินค้าและบริการต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ขณะที่บางคนอาจกู้ยืมหนี้สินประเภทนี้มาเพื่อใช้ในการทำธุรกิจ จากสินเชื่อส่วนบุคคลที่มีวงเงินไม่สูงนัก มีระยะเวลาในการยืมไม่นาน และไม่ต้องค้ำประกัน (ยกเว้นสินเชื่อบ้าน และสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ) โดยลักษณะของหนี้ส่วนบุคคล คือการกู้ยืมเงินระหว่าง บุคคลกับธนาคาร/สถาบันการเงิน หรือ บุคคลกับบุคคล ก็เป็นได้ 

ดังนั้น หากคุณเป็นหนี้บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด สินเชื่อประเภทต่างๆ รวมไปถึงการกู้เงินนอกระบบ ล้วนอยู่ในขอบข่ายของการเป็นหนี้ส่วนบุคคลทั้งนั้น

ทีนี้เมื่อเป็นหนี้แล้วควรจะแก้หนี้อย่างไร? หากคุณเป็นหนี้นอกระบบ การแก้หนี้ที่ดีที่สุดคือการเร่งหาวิธีเปลี่ยน หนี้นอกระบบ ให้เป็น หนี้ในระบบ ที่มีดอกเบี้ยถูกกว่า เพราะส่วนใหญ่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้นอกระบบจะสูงถึง 5 – 20% ต่อเดือน หรือคิดเป็น 60 – 240% ต่อปี* โดยสามารถหาเงินก้อนมาโปะปิดหนี้นอกระบบได้จากธนาคารและสถาบันการเงินต่างๆ ที่มีโปรแกรมสินเชื่อส่วนบุคคล จากนั้นควรวางแผนการเงินของตัวเองเสียใหม่ คิดหาวิธีสร้างรายได้เพิ่ม และลดรายจ่ายให้ได้เป็นประจำ เพื่อออมเงินไว้สำหรับผ่อนชำระการขอสินเชื่อของตัวเอง 

สำหรับการเป็นหนี้ในระบบ สามารถวางแผนแก้หนี้ ได้ดังนี้ 

  • กรณีเป็นหนี้บัตรเครดิต หรือสินเชื่อส่วนบุคคล 
    • เปลี่ยนเป็นหนี้ระยะยะยาว หรือขอลดค่างวด
    • กรณีขยายระยะเวลาเกินกว่า 48 งวด ให้เจ้าหนี้ทบทวนอัตราดอกเบี้ย 
    • รวมหนี้* สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อรายย่อยอื่นๆ    
  • กรณีเป็นหนี้สินเชื่อจำนำทะเบียนรถยนต์
    • ลดค่างวด
    • พักชำระค่างวด หรือคืนรถ สามารถขอลดค่างวด และคิดดอกเบี้ยในอัตราดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ 22 ต่อปี
    • การแจ้งขอคืนรถ สำหรับลูกหนี้ที่ได้รับการพิจารณาแล้วว่าไม่สามารถชำระหนี้ได้ ซึ่งหากราคาขายประมูลได้จริงต่ำกว่าภาระหนี้ตามสัญญา ให้ผู้ให้บริการทางการเงิน พิจารณาช่วยเหลือเพิ่มเติมตามเงื่อนไขที่กำหนด
    • รวมหนี้* สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อรายย่อยอื่นๆ

การรวมหนี้ จะทำได้ก็ต่อเมื่อ ลูกหนี้ที่มีสินเชื่อบ้านที่ยังไม่เป็น NPL ภายใต้กลุ่มเจ้าหนี้เดียวกัน สามารถนำสินเชื่อส่วนบุคคล บัตรกดเงินสด และบัตรเครดิต มารวมกับสินเชื่อบ้าน เพื่อชำระดอกเบี้ยต่ำกว่า ในระยะเวลาที่ยาวกว่า


ขั้นตอนการแก้ไขหนี้

เตรียมข้อมูล : การทำข้อมูลภาระหนี้สิน รวมถึงรายรับ-รายจ่าย ที่เป็นปัจจุบันและล่วงหน้าไปประมาณ 6 – 12 เดือน จะช่วยให้ลูกหนี้รู้สถานะทางการเงินและความสามารถในการจ่ายคืนหนี้ของตัวเอง ช่วยให้วางแผนและเจรจากับเจ้าหนี้ได้ง่ายขึ้น 

สำรวจภาระหนี้ : เริ่มจากรวบรวมข้อมูลภาระหนี้ ว่ามีหนี้อยู่กี่ประเภท กับธนาคารหรือเจ้าหนี้ใดบ้าง ยอดคงค้าง อัตราดอกเบี้ย และค่างวดเท่าไหร่ ค้างชำระหรือไม่ ขั้นตอนนี้ เราจะเห็นภาพรวมของหนี้ทั้งหมดที่มี เช่น ภาระการจ่ายคืนหนี้ต่อเดือน หนี้ที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยมากที่สุด และหนี้ที่ค้างชำระ

วางแผนชำระหนี้ : โดยมีหลักการเบื้องต้น ดังนี้

  • ตั้งใจชำระหนี้อย่างเต็มความสามารถ ลูกหนี้ควรบริหารเงิน โดยหาทางเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย เพื่อชำระหนี้ให้ได้ตามกำหนดเวลา
  • การจัดลำดับภาระหนี้ที่จะชำระก่อน/หลัง เช่น เลือกจ่ายหนี้ที่มีดอกเบี้ยสูง หรือหนี้ที่อาจจะถูกฟ้องก่อน จะช่วยให้ลูกหนี้แก้ไขปัญหาหนี้ค้างชำระได้ง่ายขึ้น
  • ศึกษามาตรการช่วยเหลือของแบงก์ชาติและแบงก์เจ้าหนี้

เจรจาแก้ไขหนี้ : สามารถทำได้โดยติดต่อแบงก์เจ้าหนี้ผ่าน Call center หรือสาขา จากนั้นเปิดใจเจรจาตามเงื่อนไขและความสามารถในการชำระคืนของลูกหนี้

ทั้งนี้ ความสำเร็จของการปรับโครงสร้างหนี้ จะสำเร็จหรือไม่ ขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัย ได้แก่

  1. ลูกหนี้ตั้งใจจริง
  2. มีแหล่งเงินจ่ายหนี้ได้
  3. เจ้าหนี้เห็นด้วยกับแผน

สุดท้ายนี้ ถามว่าเจ้าหนี้ต้องการอะไร ตอบได้เลยว่าเจ้าหนี้ทุกคนล้วนอยากให้ลูกหนี้จ่ายเงินคืน เพราะหากมีใครสักคนมาขอยืมเงินเรา เราเองก็คงจะอยากได้เงินคืนเช่นกัน ฉันใดก็ฉันนั้น หากลูกหนี้แสดงความตั้งใจจริงที่จะจ่ายคืน แต่ประสบกับปัญหาบางประการที่ยังไม่สามารถทำได้ทันท่วงที หรือสามารถจะคืนเงินให้อย่างต่อเนื่องได้ การแสดงความจริงใจขอเจรจากับเจ้าหนี้โดยตรง ว่ามีความประสงค์จะชำระคืน ถือเป็นใบเบิกทางที่จะช่วยให้เจ้าหนี้เห็นใจ และโอนอ่อนให้กับแผนปรับโครงสร้างหนี้ที่ลูกหนี้เสนอให้ด้วยความตั้งใจอยู่แล้ว 

รวมช่องทางการติดต่อขอรับความช่วยเหลือจากสถาบันการเงิน สถาบันการเงินเฉพาะกิจ และ non – bank คลิกที่นี่

ข้อควรระวังเกี่ยวกับสัญญากู้ยืมเงิน

สิทธิเรียกร้องตามสัญญากู้ยืมเงิน มีอายุความ 10 ปีนับแต่วันถึงกำหนดชำระหนี้คืน แต่หากสัญญากู้ยืมตกลงชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยคืนเป็นงวดๆ เช่น ผ่อนคืนเงินต้นและดอกเบี้ย จำนวน 24 งวด กรณีนี้ จะมีอายุความ 5 ปีนับแต่วันที่เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกร้องเงินคืน

โดยในสัญญากู้ยืมเงินที่ให้ผ่อนเป็นงวดๆ นั้น สัญญามักจะระบุไว้ว่า หากลูกหนี้ผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด ซึ่งมีผลทำให้เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกร้องเงินทั้งหมดคืนทันที โดยไม่ต้องรอให้งวดใดงวดหนึ่งถึงกำหนดชำระเสียก่อน

ด้วยความปรารถนาดีจาก MoneyGuru

เปรียบเทียบบัตรสำหรับท่านที่ สนใจสมัครบัตรเครดิตไว้ใช้ แต่ยังไม่รู้จะเริ่มต้นจากตรงไหน สามารถเปรียบเทียบความคุ้มค่าของบัตรเครดิตได้ ที่นี่

ไม่พลาดทุกเรื่องราวข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อนกับ LINE @MoneyGuruThailand

ข้อมูลอ้างอิง