ชวนเช็กสุขภาพทางการเงิน ผ่อนหนี้เท่าไร ไม่หนักเกินไป - MoneyGuru.co.th

ผ่อนหนี้เท่าไร … ไม่หนักเกินไป


ในยุคที่หนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของคนส่วนใหญ่ การมีหนี้จึงไม่ใช่เรื่องเสียหายร้ายแรงอีกต่อไป หากรู้จักควบคุมหนี้ให้พอเหมาะพอดี เพราะการมีหนี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับไขมันในเส้นเลือด หากปล่อยให้มีมากเกินไป ย่อมเป็นอันตรายต่อสุขภาพทางการเงินของตัวคุณเอง บทความวันนี้ เลยจะชวนคุณมาทำความเข้าใจกันอีกครั้งว่า การมีหนี้ที่ต้องชำระคืน ผ่อนหนี้เท่าไร ถึงเรียกว่า ไม่หนักเกินไป

ผ่อนหนี้เท่าไร ไม่หนักเกินไป

ผ่อนหนี้เท่าไร ถึงเรียกว่า ไม่หนักเกินไป

  • หนี้บัตรเครดิต ควรควบคุมการรูดบัตร และการชำระหนี้อื่นๆ เช่น สินเชื่อส่วนบุคคล ผ่อนสินค้า ฯลฯ ไม่ให้เกิด 10% – 20% ของรายได้ต่อเดือน
  • หนี้จากการผ่อนรถ จำนวนเงินที่ใช้ผ่อนรถยนต์ในแต่ละเดือน ควรอยู่ราวๆ 20% ของรายได้ หากมากกว่านี้ อาจหนักเกินไปสำหรับคุณ
  • หนี้จากการผ่อนบ้าน ค่าใช้จ่ายในการผ่อนบ้านที่เหมาะสม ไม่ควรเกิน 30% ของรายได้ต่อเดือน แต่ถ้าคุณไม่มีภาระหนี้สินอื่นๆ ก็สามารถเพิ่มเป็น 50% ได้ เพราะยิ่งคุณผ่อนมากเท่าไร หนี้ก็จะหมดเร็วเท่านั้น
  • หนี้สินรวม ไม่ว่าคุณจะกู้ซื้อบ้าน กู้ซื้อรถ เป็นหนี้บัตรเครดิต หรือหนี้สายพันธุ์ไหนก็ตาม ไม่ควรให้หนี้ทั้งหมดเกินกว่า 50% ของรายได้ต่อเดือน

หยุดคิดสักนิด … ในแต่ละเดือน คุณชำระหนี้สินทั้งหมดเท่าไร? มากกว่า 50% หรือไม่?

อยากปลดหนี้ ทำอย่างไรดี

ถ้าเรื่องได้ ใครๆ ก็คงไม่อยากเป็นหนี้ แต่ในเมื่อหลวมตัวไปแล้ว ก็ต้องรู้จักบริการจัดการหนี้ให้ดี พร้อมหาทางสะสางหนี้ที่มีอยู่ให้หมดไป เริ่มง่ายๆ จาก หยุดก่อหนี้เพิ่ม!! หยุดกู้เงินก้อนนั้นมาโปะหนี้ก้อนนี้ เพราะมีแต่จะทำให้หนี้ยิ่งเพิ่ม


สรุปหนี้ทั้งหมดที่มีอยู่ เพื่อให้รู้ว่ามีหนี้ทั้งหมดเท่าไร แต่ละเดือนต้องจ่ายเท่าไร หนี้ก้อนไหนเสียดอกเบี้ยเยอะสุด จะได้จัดการสรรการเงินของตัวเองได้ใหม่ และประเมินสถานการณ์ของตัวเองได้ว่า ผ่อนหนี้เท่าไร ไม่หนักเกินไป 


เจรจาต่อรองกับเจ้าหนี้ เพื่อขอลดจำนวนเงินผ่อนต่อเดือน ดอกเบี้ยค่าปรับ ค่าธรรมเนียม หรือข้อเสนอพิเศษอื่นๆ


ชำระคืนหนี้อย่างฉลาด เลือกจ่ายหนี้ที่ดอกเบี้ยแพงสุดให้หมดก่อน เช่น หนี้นอกระบบ หนี้บัตรเครดิต ฯลฯ เพื่อลดภาระที่ต้องจ่ายในแต่ละเอืดนให้น้อยลง และทันทีที่หมดนี้ก้อนแรกให้รีบปลดก้อนต่อไปทันที


หาที่ปรึกษา อย่าเก็บปัญหาทั้งหมดไว้คนเดียว ต้องพูดคุยกับคนในครอบครัว รวมทั้งปรึกษาผู้มีประสบการณ์ ผู้เชี่ยวชาญ หรือนักกฎหมาย เพื่อหาทางรับมือกับปัญหาและเตรียมแนวทางแก้ไข


สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ในการปลดหนี้คือ ต้อง มีวินัยและปรับนิสัยการใช้จ่าย เพราะหากคุณยังมีนิสัยจับจ่ายเพลินมือแบบเดิมๆ เห็นทีจะพ้นกับดักหนี้ได้ยาก


แนวทางในการเจรจาขอลดหนี้

ขั้นตอนที่ 1 ประนอมหนี้ แบ่งจ่ายคืนหนี้เป็นงวดๆ โดยมีเงื่อนไขต่างๆ เช่น ขอขยายเวลาการชำระหนี้ 1-2 ปี ขอลดจำนวนเงินที่ต้องผ่อนในแต่ละงวด ขอหยุดดอกเบี้ยและไม่คิดดอกเบี้ยระหว่างที่ผ่อนชำระ ขอให้คิดดอกเบี้ย ในอัตราปกติที่ไม่ผิดนัด ขอลดหย่อนค่าธรรมเนียมหรือค่าปรับกรณีผิดนัดชำระ ขอโอนหลักประกันเพื่อชำระหนี้ ฯลฯ

ขั้นตอนที่ 2 การทำแฮร์คัท (Hair Cut) จ่ายคืนหนี้เป็นเงินก้อนครั้งเดียว โดยขอส่วนลดยอดหนี้ 30 – 70% แลกกับการจ่ายคืนหนี้ส่วนที่เหลือให้ทันที

หมายเหตุ ข้อสรุปในการเจรจาจะออกในรูปแบบใด ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของทั้ง 2 ฝ่าย

จ่ายหนี้ล่าช้า กับ ติดเครดิตบูโร อะไรแก้ไขง่ายกว่ากัน?

ทำไมถึงไม่ได้รับอนุมัติสินเชื่อ?

เชื่อว่าคำถามข้างต้น คงเคยเป็นคำถามที่ใครหลายคนสงสัย พอได้คำตอบว่าเป็นเพราะติดเครดิตบูโร หลายคนก็อาจจะอยากไปถามเครดิตบูโรเข้าเสียอีก ทั้งที่จริงแล้ว ต้องทำความเข้าใจใหม่ว่า เครดิตบูโร ไม่ได้เป็นผู้พิจารณาอนุมัติสินเชื่อ แต่เป็นผู้ทำหน้าที่รวมรวมประวัติการขอและการชำระหนี้ของลูกหนี้ตามข้อเท็จจริงว่าเป็นเช่นใด หากลูกหนี้มีประวัติการชำระเงินดี จ่ายเงินตรงเวลา ก็จะสร้างความเชื่อมั่นให้สถาบันการเงินพิจารณาอนุมัติสินเชื่อได้เร็วยิ่งขึ้น แต่จะอนุมัติหรือไม่นั้น สถาบันการเงินจะพิจารณาข้อมูลอื่นๆ ประกอบด้วย เช่น รายได้ หลักประกัน ผู้ค้ำประกัน ฯลฯ

แต่ถ้าคุณเคยกู้เงินธนาคาร แล้วไม่จ่ายหนี้ หรือจ่ายล่าช้าเป็นประจำ อย่างนี้แหละ สถาบันการเงินอื่นๆ จะเห็นว่าคุณมีหนี้ของธนาคาร ที่ยังค้างชำระอยู่จากข้อมูลเครดิตบูโร ซึ่งประวัติที่เคยผิดนัดชำระหนี้ จะคงอยู่ในข้อมูลของเครดิตบูโรไปอีก 3 ปี หลังพ้น 3 ปี คุณจึงจะสามารถเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้เหมือนคนทั่วไป

ทางที่ดี คุณควรหมั่นดูแลรักษาเครดิตของคุณให้เหมือนกับการรักษาความดี แล้วชีวิตทางการเงินของคุณจะมีความสุขขึ้นอีกเยอะ รวมถึงไม่ต้องกังวลด้วยว่ามีหนี้ให้ผ่อน แล้ว ผ่อนหนี้เท่าไร จึงจะ ไม่หนักเกินไป สำหรับตัวคุณเอง

ไม่ติดกับดักบัตรเครดิต ไม่เป็นหนี้

บัตรเครดิตมีคุณสมบัติเด่น ตรงที่เป็นบัตรซื้อก่อนผ่อนทีหลัง ตอดรูดมันส์ แต่ตอนจ่ายมึน ใครที่ดีแต่ใช้ ไม่รู้จักตีกรอบให้ตัวเอง อาจมีหนี้สินพะรุงพะรัง เป็นของแถม เอาเป็นว่า ถ้าใครไม่อยากมึน ตอนจ่ายเงิน ลองทำตามเทคนิคข้างล่างนี้

  • ไม่มีเงินจ่าย ไม่รูดบัตรเครดิต คิดให้ดีก่อนใช้บัตรว่าจะมีเงินพอจ่ายเมื่อถูกเรียกเก็บหรือไม่
  • ชำระเต็มจำนวน ตรงตามเวลา ไม่ควรมีหนี้ค้างชำระ เพราะดอกเบี้ยบัตรเครดิตสูงและพอกพูดเร็วมาก
  • ไม่ควรมีบัตรเกิน 2 ใบ เพื่อป้องกันการใช้จ่ายเกินตัว และลดค่าธรรมเนียมจากการถือบัตร
  • ถือบัตรที่เหมาะกับวิถีการดำเนินชีวิต จะได้ใช้สิทธิประโยชน์อย่างคุ้มค่า
  • ตรวจสอบในแจ้งหนี้อย่างละเอียด อย่าดูเฉพาะยอดเงินและวันที่ต้องชำระเท่านั้น ให้พิจารณารายการใช้จ่ายเงินอย่างรอบคอบด้วย
  • จำกัดวงเงินการใช้ ถ้ารู้ตัวว่าชอบรูดบัตรเครดิตเพื่อซื้อสินค้า ให้ตีกรอบไว้ว่าจะใช้แค่ 10-20 % ของรายได้ก็พอ

รับรองว่าถ้าทำตามเทคนิคดีๆ ในการใช้เงินและบัตรเครดิตดีๆ นอกจากจะไม่ต้องกังวลว่าผ่อนหนี้เท่าไร ถึงจะ ไม่หนักเกินไป แล้ว ยังจะช่วยให้คุณมีเงินเก็บ และมีวินัยในการใช้จ่ายมากขึ้นด้วย

ด้วยความปรารถนาดีจาก MoneyGuru

เปรียบเทียบบัตร

สำหรับท่านที่ สนใจสมัครบัตรเครดิตไว้ใช้ แต่ยังไม่รู้จะเริ่มต้นจากตรงไหน สามารถเปรียบเทียบความคุ้มค่าของบัตรเครดิตได้ ที่นี่

ไม่พลาดทุกเรื่องราวข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อนกับ LINE @MoneyGuruThailand

ข้อมูลอ้างอิง