หนี้ครู  กระจกที่สะท้อนความรู้ การเงินคนไทย ทำไมใช้เงินเกินตัว

January 17, 2020


ถึงแม้จะผ่านวันครูไปแล้ว แต่ “หนี้ครู” ยังคงอยู่และยังเป็นหนึ่งในปัญหาทางการเงินของไทย ที่ยังคงส่งผลเกี่ยวเนื่องถึงตัวเลขหนี้ครัวเรือน ที่ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นแทบทุกปี ซึ่งยังเป็นปัญหาใหญ่ที่ยากจะสะสางได้จบในเร็ววัน

 

หนี้ครู  กระจกที่สะท้อนความรู้ การเงินของคนไทย ทำไมใช้เงินเกินตัว

หนี้ครู

การเข้าถึงแหล่งเงินกู้ที่หลากหลายและง่ายกว่าอาชีพอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นสหกรณ์ออมทรัพย์ , สินเชื่อโครงการพัฒนาชีวิตครูฯ ผ่านธนาคารออมสิน, สินเชื่อโครงการกองทุนฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษาฯ, โครงการเงินกู้ ช.พ.ค.ต่างๆ รวมถึงบัตรเครดิต และกู้ยืมหนี้นอกระบบ ทว่า ข้อดีจากการเข้าถึงแหล่งเงินทุนกลายเป็นผลเสียเมื่อครูผู้กู้บางส่วนไม่สามารถจัดการกับภาระหนี้ที่พอกพูนขึ้นจนมาเกินกำลัง ข้อมูลจากกระทรวงศึกษาธิการ ช่วงสิ้นปี 2558 พบว่า ยอดหนี้เงินกู้รวมทั้งหมดของครูและบุคคลากรทางการศึกษาสูงถึง 1.2 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นหนี้จากการกู้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูทั่วประเทศ 700,000 ล้านบาท กู้จากธนาคารออมสิน 4.7 แสนล้านบาท และอื่นๆ อีก 50,000 ล้านบาท ขณะที่ช่วงวันที่ 15 ม.ค. 2562 นายอรรถพล ตรึกตรอง ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ เคยเปิดข้อมูลเกี่ยวกับผู้กู้และยอดหนี้ โครงการสวัสดิการเงินกู้การฌาปนกิจ สงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) และ สมาชิกการฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อน ครูและบุคลากรทางการศึกษาในกรณีคู่สมรสถึงแก่กรรม (ช.พ.ส.) ว่ามียอดรวมประมาณ 398,485 ล้านบาท โดยผู้กู้ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 51-60 ปี ในจํานวนนี้มีผู้กู้ที่อยู่ในช่วงอายุ 71-80 ปี อยู่จํานวน 7,714 ราย เมื่อเทียบกับจำนวนครูและบุคคลากรทางการศึกษาทั้งประเทศในปัจจุบันที่มีอยู่ราว 900,000 คน ในจำนวนนี้มีครูและบุคลากรทางการศึกษาที่เกษียณแล้วประมาณ 2-3 แสนคน พบว่าทั้งหมดกว่าร้อยละ 80-90 ล้วนเป็นหนี้จากการกู้ยืมทั้งสิ้น โดยลักษณะการขอกู้กระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ

 

นัยสำคัญที่ “หนี้ครู” กลายเป็นหนึ่งในปัญหาทางเศรษฐกิจ เนื่องจากมีส่วนทำให้หนี้ครัวเรือนเพิ่มมากขึ้นด้วย สะท้อนจากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย พบว่า สัดส่วนหนี้สินครัวเรือนต่อ GDP มีแนวโน้ม เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 51.7% ในปี 2550 เพิ่มเป็น 79.9% ในปี 2557 และอยู่ที่ 78% ในปี 2562 หากมองลงไปถึงที่มาของปัญหาหนี้จำนวนมากนี้ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการ และสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ได้เผยแพร่งานวิจัย “แนวทางแก้ไขปัญหาหนี้สินครูที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน” ที่ทำการสำรวจข้าราชการครู สังกัดสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้น พื้นฐานของกระทรวงศึกษาธิการในเขตภาคเหนือตอนล่าง 10 จังหวัด กลุ่มตัวอย่างเป็นข้าราชการครูสายผู้สอน จํานวน 398 คน เพื่อสะท้อนถึงสาเหตุของเงินกู้ที่เกิดขึ้น

 

มูลเหตุและสภาวะหนี้สิน ข้าราชการครู

 

จากผลผลสำรวจพบว่า มูลเหตุและสภาวะหนี้สิน พบว่าข้าราชการครูเริ่มมีหนี้สินหลังจากเข้ารับราชการ คิดเป็น 68.5% และมีสาเหตุการเกิดหนี้สิน เนื่องมาจากสาเหตุ 3 ข้อตามลําดับดังนี้

1) ซื้อหรือผ่อน รถยนต์หรือจักรยานยนต์

2) การนําไปใช้จ่ายเพื่อดํารงชีพในชีวิตประจําวัน

3) ซื้อหรือสร้างที่อยู่อาศัย

 

แหล่งหนี้สินมาก 3 อันดับแรก คือ

1) สหกรณ์ออมทรัพย์ครู

2) ธนาคารของรัฐ

3) สวัสดิการคุรุสภา โดยมีภาระหนี้สินรวมจากทุกแหล่งทุนส่วนใหญ่อยู่ระหว่าง 100,000 – 1,000,000บาท ระยะเวลา การผ่อนชําระหนี้ 16-20 ปีขึ้นไป 

 

กรณีมีหนี้สินค้างชําระคิดเป็นร้อยละ 31 มีสาเหตุ 3 ข้อตามลําดับที่ ทําให้ค้างชําระ คือ

1) มีหนี้สินอื่นหลายทาง

2) ค่าใช้จ่ายในครัวเรือนสูงเกินไป

3) รายได้ต่อเดือน ลดลง แต่มีระยะเวลาการมีภาระหนี้ค้างชําระส่วนใหญ่ 1-10 ปี

 

จากการวิจัยสะท้อนว่าจุดเริ่มต้นของหนี้ครู ส่วนใหญ่มาจากการก่อหนี้ที่ไม่จำเป็นอย่างหนี้ที่นำมาใช้อุปโภคบริโภคในครัวเรือน ซึ่งท้ายที่สุดแล้วการก่อหนี้เหล่านี้ก็มาจากการขาดการวางแผนทางการเงิน หรือความรู้ความเข้าใจในการบริหารเงินที่คลาดเคลื่อน นำไปสู่ภาระหนี้ที่มากเกินกว่าจะบริหารจัดการได้ ซึ่งภาพรวมของหนี้ครูและปัญหาชำระหนี้ มีแนวโน้มทรงตัวและเพิ่มขึ้นในทุกๆ ปี ซึ่งมีส่วนดันตัวเลขหนี้ครัวเรือนให้เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย อย่างไรก็ดี การก่อหนี้โดยขาดการประเมินกำลังของตัวเอง หรือขาดความเข้าใจ ไม่ได้เป็นเฉพาะในกลุ่มครูที่โอกาสเข้าถึงแหล่งเงินกู้ได้หลากหลายเท่านั้น คนไทยกลุ่มอื่นๆ ก็มีกลุ่มผู้กู้ที่ทำพฤติกรรมคล้ายๆ กันในบางกลุ่ม ซึ่งสะท้อนถึง “Financial Literacy” หรือความรู้ความเข้าใจเรื่องการเงินที่ขาดหายไปของคนไทย

 

 

ทักษะทางการเงินของคนไทย

 

เมื่อย้อนกลับไปมองถึงผลการสำรวจทักษะทางการเงิน (Financial Literacy) ปี 2559 ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พบว่าที่ผ่านมาความรู้ความเข้าใจหรือทักษะทางการเงินของคนไทยส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับกว่าที่ควรจะเป็น โดยจากการสำรวจทักษะทางการเงินปี 2559 เป็นการสำรวจตามแนวทางของ OECDโดยร่วมมือกับสำนักงาน สถิติแห่งชาติ ซึ่งครอบคลุมกลุ่มตัวอย่าง 10,876 ราย ทั้งในและนอกเขตเทศบาลจากทุกจังหวัดทั่วประเทศ พบว่าการสำรวจทักษะทางการเงินตามแนวทางของ OECD ประกอบด้วยองค์ประกอบ 3 ด้าน คือด้านแรก ความรู้ ทางการเงิน ด้านที่สอง พฤติกรรมทางการเงิน และด้านที่สาม ทัศนคติทางการเงิน การสำรวจทั้ง 3 มิติ พบว่าค่าเฉลี่ยทักษะทางการเงินของคนไทย อยู่ที่ 61% โดยคนไทยอ่อนด้านความรู้ทางการเงินที่สุด มีคะแนนอยู่ที่ 48.6% สำหรับด้านฤติกรรมทางการเงินมีคะแนนที่ 62.2% และด้านทัศนคติทางการเงินมีคะแนนที่ 76% สำหรับท่านที่สนใจเปรียบเทียบ เช็กราคา ประกันรถยนต์ บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล เราได้รวบรวมสิ่งที่ดีที่สุด เหมาะกับไลฟ์สไตล์คุณที่สุด และตอบโจทย์ความต้องการของคุณที่สุด เพื่อช่วยให้คุณไม่ต้องเสียเวลา และประหยัดเงิน นอกจากนี้ยังสามารถติดต่อได้ทางช่องทาง LINE @MoneyGuruThailand รับรองว่าคุณจะได้คำแนะนำราคาเบี้ยประกันที่ดีที่สุดจากเราทาง MoneyGuru.co.th

 

สำหรับท่านที่สนใจเปรียบเทียบ เช็กราคา ประกันรถยนต์ บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล เราได้รวบรวมสิ่งที่ดีที่สุด เหมาะกับไลฟ์สไตล์คุณที่สุด และตอบโจทย์ความต้องการของคุณที่สุด เพื่อช่วยให้คุณไม่ต้องเสียเวลา และประหยัดเงิน นอกจากนี้ยังสามารถติดต่อได้ทางช่องทาง LINE @MoneyGuruThailand รับรองว่าคุณจะได้คำแนะนำราคาเบี้ยประกันที่ดีที่สุดจากเราทาง MoneyGuru.co.th

 

รับจดหมายข่าว

 

ที่มา กรุงเทพธุรกิจ

 

 

 

 

เปรียบเทียบข้อเสนอที่ดีที่สุดในเวลาเพียงหนึ่งนาที!

เพิ่มเพื่อน