ถูกฟ้องต้องทำอย่างไร สิทธิและหน้าที่ของลูกหนี้ในกระบวนการยุติธรรม - MoneyGuru.co.th

ถูกฟ้องต้องทำอย่างไร สิทธิและหน้าที่ของลูกหนี้ในกระบวนการยุติธรรม


บทความวันนี้ MoneyGuru ขอนำข้อมูลดีๆ จากธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งจะกล่าวถึงสิทธิและหน้าที่ของลูกหนี้ในกระบวนการยุติธรรม หาก ถูกฟ้องต้องทำอย่างไร มาไว้เป็นแนวทางสำหรับการแก้หนี้ เนื่องจากพบว่าเมื่อลูกหนี้เข้าสู่กระบวนการที่เกี่ยวข้องกับศาลและกรมบังคับคดีแล้ว ส่วนใหญ่ยังไม่มีความรู้เรื่องสิทธิและหน้าที่ของตัวเองในกระบวนการยุติธรรมเท่าที่ควร จึงนำไปสู่ความกลัว เครียด และมองปัญหาใหญ่เกินจริง

เปรียบเทียบสินเชื่อบุคคล

บทความนี้ เลยจะมาเล่าถึงความสำคัญของสิทธิและหน้าที่ของลูกหนี้ในกระบวนการยุติธรรม 5 ข้อ ได้แก่ (1) จะรู้ได้อย่างไรว่าถูกฟ้อง? (2) ทำอย่างไร เมื่อถูกฟ้อง? (3) ทำไมควรไปศาล? (4) การยุติคดีโดยทำสัญญาประนีประนอมยอมความและประโยชน์ที่ได้รับ (5) หลังศาลพิพากษาแล้ว ลูกหนี้มีสิทธิและหน้าที่อะไรบ้าง?

ถูกฟ้องต้องทำอย่างไร

จะรู้ได้อย่างไรว่าถูกฟ้อง?

เมื่อถูกฟ้องจะมีหมายศาล ส่งไปตามที่อยู่ในทะเบียนบ้าน ลูกหนี้มีหน้าที่ตรวจสอบสิ่งที่ส่งไปยังที่อยู่นี้ เพราะตามกฎหมาย หากหมายส่งถึงบ้าน จะถือว่าลูกหนี้ได้รับแล้ว จะปฏิเสธว่าไม่ได้รับ ไม่ได้ นอกจากนี้ ลูกหนี้ สามารถตรวจสอบว่าตนเองถูกฟ้องหรือยัง จากศาลในเขตอำนาจตามทะเบียนบ้าน

ถูกฟ้องต้องทำอย่างไร ?

ลูกหนี้จำนวนไม่น้อย รู้สึกตกใจเมื่อได้รับหมายศาล และไม่รู้ว่าการ ถูกฟ้องต้องทำอย่างไร ทั้งที่ความจริงแล้ว หมายนี้เป็นเพียงการสื่อสารระหว่างศาลซึ่งเป็นคนกลางระหว่างเจ้าหนี้ (โจทก์) และลูกหนี้ (จำเลย) ดังนั้น เมื่อลูกหนี้ได้รับหมายศาลแล้ว มีหน้าที่อ่านให้เข้าใจศาล ว่าศาลต้องการสื่อความสำคัญและรายละเอียด ดังนี้

(1) หมายเลขคดี
(2) ไปศาลไหน เพราะประเทศไทย มีศาลทั่วประเทศ
(3) ประเด็นที่เจ้าหนี้ต้องการฟ้อง
(4) จำนวนเงินที่ฟ้องตรงกับหนี้สินที่เกิดขึ้นหรือไม่ รายการใดไม่ตรงกับสัญญา และ
(5) เจ้าหนี้ฟ้องภายในระยะเวลา หรืออายุความที่กฎหมายกำหนด เช่น

  • หนี้บัตรเครดิตอายุความ 2 ปี
  • สินเชื่อส่วนบุคคล 5 ปี
  • หนี้จากเงินกู้ยืมแบบผ่อนคืนเป็นงวด 5 ปี

ทั้งนี้ หากคดีหมดอายุความแล้วลูกหนี้ปฏิเสธการชำระหนี้ได้ ยกเว้นมีหนังสือรับสภาพหนี้ หรือการรับสภาพความผิด ดังนั้น ทุกครั้งในการลงนามในเอกสารของเจ้าหนี้ ลูกหนี้มีหน้าที่อ่านให้ละเอียดก่อนลงนามเสมอ เพราะหลังจากลงนามแล้ว จะอ้างว่า “ไม่รู้” ไม่ได้

เมื่อถูกฟ้อง ทำไมควรไปศาล?

การไปศาลเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่จะต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมให้กับตัวเอง ซึ่งศาลจะพิจารณาเหตุผลความจำเป็น บริบทแวดล้อม รวมทั้งการเงินตามหลักฐานที่นำมายืนยันในชั้นศาล และหากลูกหนี้พอมีเงินอยู่บ้าง ก็สามารถเจรจาต่อรองการชำระหนี้ในชั้นศาลได้ ซึ่งอาจทำให้ลูกหนี้ได้ลดทอนต้นเงินกู้และดอกเบี้ยลง รวมถึงต่อรองค่าธรรมเนียมได้ด้วย

ในทางตรงข้าม หากลูกหนี้ไม่ไปศาล เท่ากับเสียสิทธิในการต่อสู้และหมดโอกาสเจรจาต่อรองกับเจ้าหนี้ต่อหน้าคนกลาง (ศาล) ที่พร้อมจะให้ความเป็นธรรม สุดท้ายคือ ศาลจำเป็นต้องพิพากษาฝ่ายเดียว ตามคำฟ้องและเหตุผลของเจ้าหนี้เพียงด้านเดียว โดยที่ลูกหนี้ไม่ได้ชี้แจง เหตุผลแต่อย่างใด และมีผลทำให้ต้องชำระหนี้เต็มอย่างไม่มีทางเลือก

นอกจากนี้ การไปศาลควรไปตามกำหนดนัดในคำฟ้อง และควรไปก่อนเวลานัด 30 นาที เพื่อมีเวลาตรวจสอบและเตรียมเอกสารให้เรียบร้อย เช่น

  • หากมีผู้ค้ำประกันต้องไปศาลด้วย ควรมีการมอบอำนาจให้อย่างถูกต้อง และต้องมีสำเนาบัตรประชาชนผู้ค้ำฯ
  • ในด้านข้อมูล ต้องเตรียมคำอธิบายถึงความจำเป็นต่าง ๆ ที่ทำให้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ อาทิ รายได้ลด รายจ่ายเพิ่ม ต้องดูแลครอบครัว
  • ตรวจสอบการเตรียมประเด็นต่อสู้ เช่น การคิดดอกเบี้ยเกินจริง ข้อเท็จจริงไม่ถูกต้อง เป็นต้น

การยุติคดีโดยทำสัญญาประนีประนอมยอมความ

หลังจากที่ลูกหนี้ถูกฟ้อง หากลูกหนี้สามารถเจรจากับเจ้าหนี้จนได้ข้อยุติในการชำระหนี้คืนแล้ว ลูกหนี้และเจ้าหนี้จะต้องไปทำสัญญาประนีประนอมยอมความในศาล ซึ่งเป็นการพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ หรือเรียกสั้น ๆ ว่า พิพากษาตามยอม ซึ่งจะสัญญาที่ผูกพันทั้งสองฝ่าย

โดยลูกหนี้หรือผู้ค้ำประกันที่ถูกฟ้องเป็นจำเลย สามารถทำสัญญายอมฯ ได้ด้วยตนเอง ไม่จำเป็นต้องจ้างทนายความให้เสียเงินค่าใช้จ่าย เพราะจะมีเจ้าหน้าที่ศาลและศาลช่วยตรวจสอบความถูกต้องและเป็นธรรมให้อยู่แล้ว อีกทั้งการทำสัญญายอมฯ ในศาลนั้น จะทำให้ศาลมีคำสั่งคืนเงินค่าธรรมเนียมศาลให้เจ้าหนี้ด้วยบางส่วน รวมถึงยังเจรจากับเจ้าหนี้ไม่ให้ลูกหนี้ต้องรับผิดในค่าทนายความของเจ้าหนี้ด้วย ซึ่งนับเป็นประโยชน์ต่อลูกหนี้ ที่จะได้รับภาระในส่วนนี้น้อยลง

อย่างไรก็ตาม หากลูกหนี้ผิดสัญญา เจ้าหนี้สามารถดำเนินการบังคับคดีกับลูกหนี้ได้ทันที

ถูกฟ้องต้องทำอย่างไร ลูกหนี้มีสิทธิและหน้าที่อะไรบ้าง หลังศาลพิพากษาแล้ว?

ลูกหนี้มีหน้าที่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาและตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ไม่ว่าลูกหนี้จะร่วมฟังคำพิพากษาด้วยหรือไม่ก็ตาม โดยลูกหนี้มีสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลภายในเวลา 1 เดือนนับแต่วันพิพากษา หากลูกหนี้ไม่สามารถปฏิบัติตามคำพิพากษาได้ ต้องติดต่อเจ้าหนี้เพื่อเจรจาปรับเงื่อนไขการชำระเงิน พร้อมทั้งขอให้เจ้าหนี้ชะลอการบังคับคดี

อย่างไรก็ตาม เจ้าหนี้มีสิทธิที่จะตกลงหรือปฏิเสธ เช่น ศาลพิพากษาให้ลูกหนี้ชำระหนี้เป็นเงินก้อน แต่ถ้าลูกหนี้ต้องการขอผ่อนชำระ ขึ้นกับเจ้าหนี้ว่าจะยอมหรือไม่

หากลูกหนี้ชำระคืนหนี้ไม่ได้ เจ้าหนี้จะตามสืบว่า ลูกหนี้มีทรัพย์สินอะไรบ้างและอยู่ที่ไหน ทำงานอยู่ที่ไหน หากเจอก็จะขอให้ศาลออกหมายบังคับคดี และศาลจะแจ้งไปยังกรมบังคับคดีให้แต่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อยึดทรัพย์ และ/หรือ อายัดเงินเดือน

(1) ยึดทรัพย์ของลูกหนี้ เช่น ที่ดิน บ้าน เมื่อทรัพย์ถูกยึดแล้ว ก็จะถูกนำออกขายทอดตลาดได้ เพื่อนำเงินมาชำระหนี้

(2) อายัดเงินเดือน ค่าจ้าง เงินสงเคราะห์ โบนัส เงินตอบแทนกรณีออกจากงาน เงินฝากในบัญชีธนาคาร เงินปันผล ค่าเช่าที่ลูกหนี้ได้รับ แต่จะไม่อายัดทั้งหมด ต้องเหลือเงินให้ลูกหนี้ใช้บ้าง เช่น

  • เงินเดือน อายัดไม่เกิน 30% ของอัตราเงินเดือนก่อนหักรายจ่าย และต้องมีเงินเหลือไม่น้อยกว่าเดือนละ 20,000 บาท
  • เบี้ยเลี้ยงชีพ-ค่าล่วงเวลา-เบี้ยขยัน อายัดไม่เกิน 30% ของเงินที่ได้รับ
  • เงินโบนัส อายัดไม่เกิน 50% ของเงินที่ได้รับ
  • เงินตอบแทนกรณีออกจากงาน อายัดได้แต่ต้องเหลือไม่น้อยกว่า 300,000 บาท

สำหรับ กรณีถูกอายัดเงินเดือน บริษัทนายจ้างจะต้องนำส่งเงินเดือนของลูกหนี้เท่ากับจำนวนที่อายัด ให้กับกรมบังคับคดีเพื่อนำส่งให้กับเจ้าหนี้ต่อไป อย่างไรก็ดี ลูกหนี้มีสิทธิขอลดเงินเดือนและค่าจ้างที่อายัด ได้ไม่เกินร้อยละ 50 ของจำนวนเงินที่อายัดไว้เดิม โดยยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี และชี้แจงถึงความจำเป็นที่ต้องขอลด เช่น ต้องเลี้ยงดูบุตร ครอบครัว ต้องผ่อนบ้าน จ่ายค่าน้ำค่าไฟ ฯลฯ โดยต้องระบุว่าขอลดเหลือเท่าไร และให้แนบสลิปเงินเดือน หนังสือรับรองเงินเดือน เอกสารค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย จึงได้รับการพิจารณาตามที่เห็นสมควร

สิ่งที่พึงระวังคือ กรณีที่ลูกหนี้พยายามผ่องถ่ายทรัพย์ไปให้ผู้อื่นหรือซ่อนทรัพย์จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (ตาม ม. 350 ประมวลกฎหมายอาญา)

สุดท้ายนี้ หวังว่าข้อมูลที่นำมาฝาก จะช่วยให้คนที่กำลังหาข้อมูลว่า ถูกฟ้องต้องทำอย่างไร เข้าใจถึงหลักคิดในกระบวนการยุติธรรม พร้อมดูแลและปกป้องตัวเองได้อย่างเหมาะสม เพราะในกระบวนการยุติธรรม การเป็นลูกหนี้ก็มีสิทธิและหน้าที่ที่ได้รับความคุ้มครองเช่นกัน ขอเพียงปฏิบัติตนให้ถูกต้องหลังถูกฟ้องก็เท่านั้นเอง …

ด้วยความปรารถนาดีจาก MoneyGuru

เปรียบเทียบบัตรสำหรับท่านที่ สนใจสมัครบัตรเครดิตไว้ใช้ แต่ยังไม่รู้จะเริ่มต้นจากตรงไหน สามารถเปรียบเทียบความคุ้มค่าของบัตรเครดิตได้ ที่นี่

ไม่พลาดทุกเรื่องราวข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อนกับ LINE @MoneyGuruThailand

ข้อมูลอ้างอิง