การซื้อขายเพื่อให้ได้ราคาเหมาะสมที่สุด แม้จะฟังดูง่าย ๆ แต่เมื่อจะลงทุนจริง ก็จะมีคำถามเกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นต้องตัดสินใจเมื่อไร ควรลงทุนอย่างไร ลงทุนที่คิดไว้จะเหมาะจริงหรือไม่ จะคุ้มกับต้นทุนที่เสียไปหรือเปล่า คำถามมากมายเหล่านี้ สามารถตอบและหาผลลัพท์ที่ดีให้กับการลงทุนได้ หากรู้จัก จับจังหวะการลงทุน

หลักการจับจังหวะการลงทุน

จับจังหวะการลงทุน

การจับจังหวะลงทุน หมายถึง การตัดสินใจซื้อหรือขายสินทรัพย์ลงทุน โดยเชื่อว่าการซื้อแต่ละครั้งจะได้ราคาที่ต่ำกว่าราคาเฉลี่ยหรือราคาส่วนใหญ่ในช่วงเวลานั้น รวมถึงเชื่อว่าการขายแต่ละครั้งจะได้ราคาสูงกว่าราคาเฉลี่ยหรือราคาส่วนใหญ่ในช่วงเวลานั้นเช่นกัน

นักลงทุนที่เลือกการลงทุนแบบนี้ มักเป็นผู้ที่มีเงินพร้อมลงทุนอยู่ก้อนหนึ่งที่สามารถลงทุนได้ทันทีเมื่อเห็นโอกาส โดยอาจเป็นเงินก้อนที่มีอยู่แล้ว หรือเงินที่ทยอยเก็บในแต่ละเดือนเพื่อสะสมไว้รอโอกาสในการเข้าลงทุนก็ได้

ทุกคนจึงสามารถเลือกลงทุนแบบจับจังหวะได้ อยู่ที่ว่ามีความพร้อมเพียงใด ทั้งด้านเวลาในการติดตามข้อมูลข่าวสาร ความรู้ความเข้าใจในภาวะเศรษฐกิจ รวมถึงการตัดสินใจด้วยเหตุผลมากกว่าอารมณ์ เป็นต้น

อยาก จับจังหวะการลงทุน ต้องดูอะไร

การจับจังหวะลงทุนไม่ว่าจะเป็น หุ้นรายบริษัท ดัชนีหุ้นแต่ละประเทศ หรือสินค้าโภคภัณฑ์ ล้วนมีอยู่ 2 องค์ประกอบที่ต้องพิจารณา ได้แก่

(1) ราคาสินทรัพย์ลงทุน

  • พิจารณาราคาล่าสุด เพื่อเปรียบเทียบกับความเคลื่อนไหวของราคาที่ผ่านมา ว่ามีแนวโน้มเป็นอย่างไร รวมถึงต้องพิจารณาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายประกอบด้วย เช่น ปริมาณการซื้อขายในแต่ละวัน ฯลฯ
  • ใช้เครื่องมือที่เรียกว่า กราฟทางเทคนิค มาช่วยในการจับจังหวะลงทุนซึ่งปัจจุบันมี Website หรือ Application หลายแห่ง ที่เปิดให้นักลงทุนใช้งานได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย แต่นักลงทุนต้องมีพื้นฐานความเข้าใจ โดยนักลงทุนสามารถติดตามบทวิเคราะห์หรือความเห็นของผู้เชี่ยวชาญการวิเคราะห์ทางเทคนิค มาประกอบการตัดสินใจของตนเองได้เช่นกัน

(2) ปัจจัยที่ส่งผลต่อราคาสินทรัพย์ 

  • สถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้อง เช่น สถานการณ์รัสเซีย-ยูเครน ที่ส่งผลต่อราคาน้ำมัน ราคาทองคำ และดัชนีหุ้นแต่ละประเทศ/ภูมิภาค ฯลฯ
  • ประกาศตัวเลขทางเศรษฐกิจ เช่น ดอกเบี้ยนโยบาย เป้าหมาย GDP อัตราการว่างงาน ฯลฯ ที่ส่งผลต่อดัชนีหุ้นของประเทศนั้นๆ และประเทศที่เกี่ยวข้อง
  • ข้อมูลเหล่านี้ใช้คาดการณ์แนวโน้มราคาสินทรัพย์ในอนาคต หรือใช้เป็นเหตุผลรองรับความเคลื่อนไหวของราคาแต่ละสินทรัพย์ที่ผ่านมา

การตัดสินใจซื้อหรือขาย ควรพิจารณาทั้ง 2 องค์ประกอบ ควบคู่กัน เช่น หากแนวโน้มราคาสินทรัพย์สูงขึ้น แต่ไม่มีปัจจัยใดมาสนับสนุน ก็อาจไม่จังหวะที่ควรเข้าซื้อ หรือหากมีสถานการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นและมองว่าเป็นเพียงสถานการณ์ชั่วคราว การวิเคราะห์กราฟราคาจะช่วยสนับสนุนการตัดสินใจซื้อได้ เป็นต้น

คุ้มหรือไม่กับการ จับจังหวะการลงทุน

ต้นทุนของการลงทุนแบบจับจังหวะ ได้แก่ ต้นทุนเวลาที่หมดไปเพื่อติดตามข้อมูล ต้นทุนการเสียโอกาสจากความลังเลในการตัดสินใจ ฯลฯ

หลายคนเชื่อว่า การจับจังหวะลงทุนเป็นรูปแบบการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าการลงทุนแบบทยอยลงทุนทุกเดือน (DCA) ซึ่งความเชื่อนี้จะถูกต้องหรือไม่ ขึ้นอยู่กับจังหวะการลงทุนนั้นถูกต้องเพียงใด ซึ่งนักลงทุนแต่ละคนมีโอกาสที่ได้ผลตอบแทนที่ต่างกัน

การลงทุนแบบจับจังหวะ มีโอกาสที่ได้ต้นทุนต่ำกว่าหรือผลตอบแทนสูงกว่าการลงทุนแบบ DCA ได้ อีกทั้งการลงทุนก็ไม่จำกัดว่าทำได้เพียงเดือนละหนึ่งครั้งเท่านั้น แต่สามารถลงทุนได้ทุกวันทำการสำหรับกองทุนรวม หรือลงทุนได้แบบ real-time สำหรับหุ้นสามัญ ทำให้นักลงทุนมีโอกาสได้ผลตอบแทนสูงขึ้นไปอีก หากสามารถจับจังหวะได้อย่างแม่นยำ

แต่ความแม่นยำนั้น ต้องแลกกับประสบการณ์ที่อาจเคยลองผิดลองถูกจากต้นทุนการลงทุนแต่ละครั้งที่ต่างกัน ความกังวลใจที่ต้องเผชิญในการตัดสินใจลงทุนแต่ละครั้ง เวลาที่ใช้ในการติดตามข่าวสารแทนการทำงานเพื่อหารายได้ตามความถนัดของตนเอง

นักลงทุนอาจเลือกใช้ทั้งการ DCA ผสมผสานกับการลงทุนแบบจับจังหวะ เพื่อให้ยังคงวินัยในการลงทุนอย่างสม่ำเสมอไว้ด้วยการ DCA และในขณะเดียวกันก็เพิ่มโอกาสในการได้รับผลตอบแทนที่คาดหวังที่มากขึ้นจากการลงทุนแบบจับจังหวะ เช่น อาจเลือก DCA 70% และจับจังหวะ 30% ของจำนวนเงินที่ต้องการลงทุนทั้งหมด

การ จับจังหวะการลงทุน ต้องเรียนรู้อยู่เสมอ

นักลงทุนแบบ จับจังหวะลงทุน ไม่ว่าจะเชี่ยวชาญเพียงใด แต่ความแม่นยำในการลงทุนแต่ละครั้งย่อมมากน้อยสลับกัน ดังนั้นหากเลือกลงทุนสายนี้ ก็ต้องยอมรับว่าการลงทุนบางครั้งอาจไม่ได้ต้นทุนต่ำหรือขายได้กำไรอย่างที่หวัง

แต่เพื่อให้การจับจังหวะครั้งต่อไปมีโอกาสแม่นยำมากยิ่งขึ้น นักลงทุนควร :

  • จดบันทึกถึงเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดการตัดสินใจลงทุนในแต่ละครั้ง เพื่อประเมินว่าตนเองมักตัดสินใจจากเหตุการณ์อะไร มีเหตุการณ์อื่นที่ตนเองยังมองข้ามหรือไม่
  • ติดตามราคาหลังจากที่ได้ตัดสินใจไปแล้ว ว่าเป็นไปตามที่คาดการณ์หรือไม่ รวมถึงติดตามความเห็นของผู้เชี่ยวชาญการลงทุน ว่าต่างจากสิ่งที่ตนเองคิดและวิเคราะห์แค่ไหน มีสิ่งใดที่ตนเองวิเคราะห์คาดเคลื่อนหรือนึกไม่ถึงหรือไม่
  • หันกลับมาประเมินตนเองทุกครั้งหลังการลงทุนว่า การตัดสินใจแต่ละครั้งเราให้น้ำหนักกับ เหตุผล vs อารมณ์ อย่างไร ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกที่ในช่วงที่ราคาสินทรัพย์ต่ำลงจนน่าซื้อแต่นักลงทุนกลับกังวลว่าราคาอาจยังอยู่ในช่วงขาลงต่อไป หรือในช่วงที่ราคาสินทรัพย์เพิ่มสูงขึ้นจนควรขายทำกำไรแต่นักลงทุนยังคาดหวังให้ราคาเพิ่มสูงขึ้นไปอีก จนไม่ได้ทำการซื้อหรือขายด้วยราคาที่เหมาะสม

การลงทุนแต่ละครั้ง ไม่ว่าจะแม่นยำหรือผิดพลาด หากหมั่นนำมาใช้ทบทวนย่อมเป็นประสบการณ์และบทเรียนที่ควรสะสม เพื่อเพิ่มโอกาสในการลงทุนที่แม่นยำยิ่งขึ้นในอนาคต

การจับจังหวะการลงทุน อาศัยองค์ประกอบอะไรบ้าง

  • รู้ทันอารมณ์ก่อนตัดสินใจ การติดตามข่าวสารและราคาอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่ตามมาคือความวิตกกังวลในช่วงราคาลดลง หรือความฮึกเหิมในช่วงราคาเพิ่มขึ้น ทำให้หลายครั้งมักรีบร้อนลงทุนหรือชะลอการลงทุนออกไป เพราะใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล
  • สร้างวินัยการจับจังหวะ การจับจังหวะลงทุนไม่จำเป็นต้องทุ่มเงินทั้งหมดไปซื้อสินทรัพย์ หรือตัดสินใจขายคืนสินทรัพย์ทั้งหมดในครั้งเดียว แต่สามารถแบ่งการซื้อหรือการขายได้มากกว่า 1 ครั้ง เป็นการกระจายช่วงเวลาหรือราคาในการลงทุนแต่ละครั้งได้ เพื่อลดผลกระทบจากการตัดสินใจที่ผิดพลาดลง
  • แบ่งสัดส่วนเงินลงทุนให้ดี ทางเลือกการลงทุนมีมากมายหลายสินทรัพย์ การกำหนดสัดส่วนว่าจะลงทุนในสินทรัพย์ใด ด้วยจำนวนเงินเท่าไร จะช่วยให้รู้ว่าการจับจังหวะลงทุนในแต่ละสินทรัพย์ควรลงทุนด้วยจำนวนเงินไม่เกินเท่าไร เพื่อให้สัดส่วนและความเสี่ยงของเงินลงทุนโดยรวมอยู่ในระดับที่เหมาะสม

การลงทุนแบบจับจังหวะอาจดูเป็นเรื่องยาก แต่ก็สามารถเริ่มต้นได้และค่อยๆ พัฒนาให้แม่นยำมากขึ้น หากมีความตั้งใจและศึกษาได้มากพอ

หมายเหตุ : 

  • ข้อสงวนสิทธิ์และคำเตือนเกี่ยวกับกับความเสี่ยงในการลงทุน คลิกที่นี่
  • ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

ข้อมูลอ้างอิง: เฟซบุ๊ก เพจ ธนาคารยูโอบี

บทความแนะนำ