ความแตกต่างระหว่าง ผู้กู้ร่วม กับ ผู้ค้ำประกัน

โดย MoneyGuru, ในหมวดหมู่ "เคล็ดลับการเงิน"

May 13, 2019


หลายคนใฝ่ฝันว่าจะมีบ้าน มีรถเป็นของตัวเอง แต่ก็ต้องประสบปัญหาเรื่องการยื่นขอสินเชื่อที่ไม่ได้รับการอนุมัติ เนื่องจากสถาบันการเงินประเมินรายได้แล้วไม่อยู่ในเกณฑ์ที่ได้รับการอนุมัติ ซึ่งสถานบันการเงินส่วนใหญ่ก็จะชี้ช่องทางเพิ่มเติมให้กับคุณ อย่างเช่น การหาผู้กู้ร่วม หรือผู้ค้ำประกัน โดยทั้งสองอย่างนี้ มีความแตกต่างกันอย่างไร วันนี้  MoneyGuru.co.th จึงขออธิบายความหมาย ให้คลายความสงสัย เพื่อไม่ทำให้เข้าใจผิดในการหา ผู้กู้ร่วม หรือผู้ค้ำประกัน กันนะครับ

ผู้กู้ร่วมหมายถึงอะไร?

การกู้ร่วม คือ การที่มีผู้กู้เพิ่มเข้ามากู้ขอสินเชื่อกับคุณ โดยในกรณีนี้ ก็จะถือว่า ผู้กู้ร่วมและคุณเป็นคนๆ เดียวกัน พร้อมทั้งเป็นลูกหนี้ร่วมด้วย ซึ่งจะทำมีแนวโน้มมากขึ้นที่จะได้รับการอนุมัติจากสถาบันการเงิน เนื่องจากสถาบันการเงินจะนำข้อมูลทางการเงินไม่ว่าจะเป็นรายได้ และภาระหนี้สินของผู้กู้ร่วมมาช่วยพิจารณาด้วยนั่นเอง

ผู้ค้ำประกันหมายถึงอะไร?

ผู้ค้ำประกัน คือ บุคคลที่มาค้ำประกันสินเชื่อให้กับลูกหนี้ โดยที่จะไม่ได้มีสถานะเป็นลูกหนี้ แต่จะมีสถานะเป็นผู้ยืนยันว่าผู้กู้จะไม่เบี้ยวหนี้ ซึ่งหากผู้กู้มีการเบี้ยวหนี้สิน ไม่ชำระหนี้จนเกินกำหนด ทางสถาบันการเงินมีสิทธิที่จะเรียกเก็บหนี้สินจากผู้ค้ำประกันแทน เพราะการค้ำประกันนั้นถือว่าเป็นการสัญญาว่าจะชำระหนี้คืนแทน หากลูกหนี้ผิดสัญญาไม่ชำระหนี้คืนตามเวลาที่กำหนดครับ

ความแตกต่างของผู้ค้ำประกัน กับ ผู้กู้ร่วม

ผู้ค้ำประกัน ผู้กู้ร่วม
จะเป็นใครก็ได้สามารถมาเป็นคนค้ำประกันได้หมด จะต้องเป็นผู้ที่มีความสัมพันธ์ทางเครือญาติกันเท่านั้น เช่น พ่อ แม่ พี่ น้อง ลูก หรือคนที่มีนามสกุลเดียวกัน
สถาบันการเงินจะไม่นำคุณสมบัติทางการเงินมาร่วมพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ สถาบันการเงินจะนำข้อมูลทางการเงินมาร่วมพิจารณาในการอนุมัติสินเชื่อ
ไม่มีสิทธิในทรัพย์สินของผู้กู้เลยแม้แต่น้อย มีสิทธิในทรัพย์สินที่ผู้กู้ได้ทำการขอสินเชื่อไว้หากมีส่วนร่วมในการร่วมผ่อนชำระหนี้สินด้วย
ไม่สามารถนำดอกเบี้ยของผู้กู้ไปลดหย่อนภาษีได้เนื่องจากไม่ได้มีส่วนร่วมในการผ่อนชำระหนี้ สามารถนำดอกเบี้ยจ่ายไปหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้

ท้ังหมดนี้ก็คือ ความแตกต่างของผู้กู้ร่วม และ ผู้ค้ำประกัน ซึ่งจะเห็นว่า การเป็นผู้ค้ำประกันนั้นมีความเสี่ยงที่สูง เนื่องจากหากลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้เป็นเวลานาน ภาระหนี้สินอาจตกมาอยู่ที่ผู้ค้ำประกันนั่นเอง ดังนั้น หากลูกหนี้จำเป็นจะต้องมีผู้ค้ำประกัน ก็ควรคิดถึงความสามารถในการชำระหนี้ของตัวเองให้ดีๆ และเช่นกัน สำหรับผู้ค้ำประกัน ก่อนค้ำประกันใคร ต้องคิดให้รอบคอบมากๆ ด้วยความหวังดีจาก MoneyGuru.co.th ครับ