ขายของออนไลน์ ต้องรู้จักภาษี e-payment ด้วย

โดย MoneyGuru, ในหมวดหมู่ "เคล็ดลับการเงิน"

May 31, 2019


อาชีพที่กำลังมาแรงในยุคนี้คงหนีไม่พ้น การขายของออนไลน์ นะครับ ไม่ว่าจะทำเป็นอาชีพหลัก หรือทำเป็นอาชีพเสริมก็ตาม เนื่องจากใช้ทุนเริ่มต้นไม่สูงมาก เริ่มได้โดยไม่ต้องมีหน้าร้าน ทำให้ไม่ต้องเสียค่าเช่า ค่าแรงต่างๆ ซึ่งการขายของออนไลน์ก็ใช่ว่าจะไม่ต้องรับภาระต้นทุนอื่นๆ อีกต่อไป เพราะอาจจะเริ่มมีการเก็บภาษีจาก e-payment กันแล้ว วันนี้  MoneyGuru.co.th จะพาไปรู้จักภาษีที่พูดถึงเมื่อข้างต้นกันดีกว่าครับ

ก่อนอื่น มาทำความเข้าใจของประเภทของร้านค้าออนไลน์กันก่อน โดยมีการแบ่งออกเป็น 3 ประเภทด้วยกัน ได้แก่

1 เปิดเว็บไซต์สร้างแบรนด์ และทำการค้าบนเว็บไซต์ของตนเอง

เป็นการใช้เว็บไซต์ภายใต้แบรนด์ของตัวเองในการขายของออนไลน์เป็นหลัก ซึ่งอาจมีการโฆษณาผ่านสื่อออนไลน์อื่นๆ บ้าง แต่ก็ให้ลูกค้ามาซื้อสินค้าบนเว็บไซต์ของแบรนด์เท่านั้น โดยผลดีก็คือหากแบรนด์ของคุณติดตลาด คุณก็สามารถใช้เว็บไซต์นี้ขายของได้แบบยาวๆ เลยครับ

2. กลุ่มตลาด Social Media

กลุ่มตลาด Social Media ก็คือ กลุ่มลูกค้าที่ใช้งาน Facebook , IG , Line ซึ่งเป็นทางเลือกอันดับต้นๆ เหมาะกับพ่อค้าแม่ค้ามือใหม่ที่ยังไม่มีประสบการณ์ในการขายมากนัก

3. กลุ่มตลาด Marketplace

กลุ่มตลาด Marketplace เป็นการขยับการค้าขายขึ้นมาอีกระดับ คุณสามารถขายทั้ง Marketplace ทั้งในประเทศ หรือนอกประเทศก็ได้ หากสนใจขายในต่างประเทศ เช่น ebay.com หรือ amazon.com หากสนใจขายเฉพาะแค่ในไทยเท่านั้นก็มองหาพวก LAZADA หรือ Shopee นั่นเอง

กฏหมายภาษี e-payment ที่ต้องรู้

ภาษี e-payment หรือ ภาษีอีเพย์เมนต์ ตามความหมายที่ได้ถูกกล่าวถึงในพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 48) พ.ศ. 2562 นั่นคือ ผู้ที่รับโอนเงินเข้าบัญชี มียอดเงิน หรือจำนวนครั้งที่โอน ถึงเงื่อนไขที่กำหนดไว้ ก็จะถูกส่งข้อมูลให้กรมสรรพากรตรวจสอบการเสียภาษี ซึ่งไม่ได้รวมแค่คนขายของออนไลน์เท่านั้น แต่ทุกคนมีสิทธิ์โดนเหมือนกันหมด

โดยได้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคม 2562 และให้สถาบันการเงินส่งรายงานธุรกรรมครั้งแรกต่อกรมสรรพากร ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2563 โดยมีเงื่อนไขที่ทำให้ต้องแสดงบัญชีกับกรมสรรพากร มีดังนี้

1.  ฝาก หรือโอนเงินเข้าบัญชี 3,000 ครั้ง/ปี นับเฉพาะจำนวนครั้งที่รับโอนเท่านั้น ไม่ว่าจะมีมูลค่ามาก หรือน้อยแค่ไหนก็ตาม

2. ฝาก หรือโอนรวมกันตั้งแต่ 400 ครั้ง และมียอดรวมตั้งแต่ 2 ล้านบาท/ปี ต้องเข้าเงื่อนไขทั้ง 2 อย่างนี้ ถึงจะโดนตรวจสอบแต่หากน้อยกว่านี้ หรือเข้าเงื่อนไขอย่างใดอย่างหนึ่งก็จะไม่ถูกตรวจสอบ

หากคุณมีคุณสมบัติดังนี้ ก็จะทำให้กรมสรรพากรได้รับข้อมูล เลขประจำตัวประชาชน, ชื่อ-สกุล, เลขที่บัญชีเงินฝาก, จำนวนครั้งของการฝากหรือโอนรับเงิน, ยอดรวมของการฝากหรือโอนรับเงิน เพื่อใช้ในการเก็บข้อมูลและเก็บภาษีได้จำนวนที่ถูกต้อง

ทั้งนี้ การนับยอดทำธุรกรรมตามเงื่อนไขที่กล่าวมาจะเป็นแบบรายปี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 31 ธันวาคม ของปีนั้นๆ โดยข้อมูลที่่ส่งจะแยกเป็นรายสถาบันการเงิน และผู้ให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ ไม่ได้รวมข้อมูลหรือเชื่อมโยงกัน

รู้อย่างนี้แล้ว ก็อย่าลืมวางแผนเรื่องภาษีกันแต่เนิ่นๆ นะครับ อย่างน้อยๆ ยังมีเวลาในการวางแผนลดหย่อนภาษีกันได้อีกนานเลย