รถดับกลางน้ำท่วม เอาตัวรอดอย่างไรดี

โดย MoneyGuru, ในหมวดหมู่ "Car care,driving tips"

October 9, 2017


รถดับกลางน้ำท่วม
ช่วงนี้ฝนตกต่อเนื่องไม่เว้นวัน ทำให้ถนนหลายสายเกิดน้ำขังรอการระบาย และก็ทำให้คุณต้องจำใจขับรถลุยน้ำไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งพอขับไปได้ซักพัก รถดันมาดับเสียอย่างนั้น จะทำอย่างไรดีล่ะทีนี่ MoneyGuru.co.th จึงมีวิธีเอาตัวรอดเมื่อ รถดับกลางน้ำท่วม มาฝากกัน

รถดับกลางน้ำท่วม เกิดจากสาเหตุใด?

1 สาเหตุแรกสุดคือน้ำเข้าไปสู่ห้องเผาไหม้เครื่องยนต์ ผ่านทางใส้กรองอากาศหรือข้อต่องวงช้างใส้กรองอากาศ ทำให้เครื่องยนต์เกิดอาการช็อคเพราะความร้อนจัดเจอกับความเย็นของน้ำนั่นเอง
2 ระบบไฟฟ้าในรถยนต์เปียกน้ำและเกิดอาการช็อต ซึ่งอาจจะลามไปถึงกล่องควบคุมเครื่องยนต์และระบบต่าง ๆ (ECU) ทำให้เกิดความเสียหาย เพราะถูกน้ำท่วม
3 น้ำเข้าไปผสมในน้ำมันหล่อลื่นเครื่องยนต์ ซึ่งจะทำให้น้ำมันหล่อลื่นกลายสภาพไปเป็นเหมือนโคลนที่มีความหนืด และก่อให้เกิดความเสียหายต่อเครื่องยนต์อย่างมาก
4 น้ำเข้าท่อไอดีของเครื่องยนต์ เป็นเหตุให้หัวฉีดเชื้อเพลิงเกิดความเสียหาย ทำให้เครื่องยนต์ดับลงไปในที่สุด

วิธีเอาตัวรอดเมื่อตกอยู่ในสถาณการณ์นี้

1 หลังจากที่รถยนต์ดับกลางน้ำท่วม ให้รีบเปิดสัญญาณไฟฉุกเฉิน และที่สำคัญ ห้ามสตาร์ทรถยนต์เด็ดขาด เพราะจะยิ่งทำให้น้ำเข้าไปท่วมเครื่องยนต์ จนเกิดความเสียหายที่มากยิ่งขึ้นได้
2 รีบนำรถออกจากถนนอย่างเร่งด่วน เพื่อไม่ให้กีดขวางเส้นทางการจราจร และเพื่อไม่ให้น้ำสร้างความเสียหายให้แก่รถยนต์มากไปกว่านี้ ด้วยการลากหรือจูง หรือหากไม่สามารถนำรถยนต์ออกจากบริเวณนั้นได้ ให้ทำการยกรถให้สูงขึ้นกว่าระดับน้ำท่วมด้วยการใช้แม่แรง พร้อมนำอิฐหรือหินไปค้ำยางรถยนต์ทั้ง 4 ล้อเอาไว้
3 เมื่อรถยนต์อยู่บนพื้นแห้งแล้ว หรือพ้นจากระดับน้ำแล้ว ให้รีบเปิดฝากระโปรงรถและถอดขั่วแบตเตอรี่ออกทันที เพื่อป้องกันไม่ให้ไฟเข้าไปเลี้ยงระบบต่าง ๆ ของรถยนต์ รวมปลดอุปกรณ์ที่เป็นขั่วไฟฟ้าและปลั๊กไฟทุกตัวในห้องเครื่อง
4 ระบายน้ำในห้องเครื่อง โดยการถอดน็อตอ่างน้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ เฟืองท้าย ถังน้ำมันเชื้อเพลิง จากนั้นรอจนกว่าน้ำที่ขังอยู่ไหลมาจนหมด แล้วทำการขันน็อตกลับคืนสู่ที่เดิม
5 ถอดหัวเทียน แผงฟิวส์ กล่องรีเลย์ และกล่อง ECU และตากอุปกรณ์เหล่านั้นให้แห้ง โดยอาจจะผึ่งแดดเอาไว้ หรือใช้เครื่องเป่าความร้อนเป่า หรือฉีดสเปรย์ใล่ความชื้นลงไปยังชิ้นส่วนต่าง ๆ
6 เมื่อรถยนต์แห้งแล้ว ให้จัดการใส่อุปกรณ์ ปลั๊กไฟสายไฟต่าง ๆ ที่กล่าวมาข้างต้นกลับสู่ที่เดิม
7 ทดลอบเครื่องยนต์เบื่องต้นด้วยการเปิดสวิตช์ไฟและตรวจสอบดูแผนหน้าปัด จากนั้นลองสตาร์ทรถยนต์โดยไม่ต้องเปิดเครื่องปรับอากาศ เพื่ออุ่นเครื่องยนต์และไล่ความชื้นต่าง ๆ ออกจากเครื่องยนต์ หากมีสัญญาณเตือนใด ๆ จากหน้าปัด ให้แจ้งช่างมาตรวจสอบอย่างละเอียด
8 ทางที่ดีอย่างเพิ่งใช้รถยนต์ทันที ควรตรวจสอบเครื่องยนต์ก่อนว่ามีอาการผิดปกติใด ๆ หรือไม่ เช่น เครื่องยนต์สั่น เร่งเครื่องไม่ขึ้น น้ำมันเกียร์เปลียนสีเป็นคล้ายสีชา เป้นต้น ให้ทำการเรียกช่างมาตรวจดูอย่างละเอียดและส่งรถเข้าซ่อมทันที

ขับรถลุยน้ำอย่างไร ไม่ให้เครื่องดับ

1 พิจารณาระดับน้ำว่ามีความสูงเพียงใด โดยไม่ควรสูงเกิน 30 ซม. สังเกตคร่าว ๆ จากระดับน้ำที่ท่วมล้อรถยนต์ข้างเคียง ที่วิ่งผ่านไปมาบนถนน ถ้าน้ำท่วมสูงเกินครึ่งล้อขึ้นไป เลี่ยงเส้นทางนั้นได้ก็ควรเลี่ยง อย่างเสี่ยงลุยน้ำให้รถยนต์พังจะดีกว่า
2 หากจำเป็นต้องขับผ่านน้ำท่วม ควรใช้เกียร์ต่ำและใช้ความเร็วต่ำด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ยังต้องรักษาระดับความเร็วของรถยนต์เอาไว้อย่างสม่ำเสมอ ไม่ควรเร่งเครื่องเด็ดขาด เพราะอาจจะทำให้พัดลมระบายความร้อนตีน้ำเข้ามาในห้องเครื่อง สร้างความเสียหายและทำให้รถดับได้
3 ควรปิดเครื่องปรับอากาศและใช้วิธีเปิดกระจกแทน เนื่องจากพัดลมไฟฟ้าของระบบปรับอากาศ จะวิดเอาน้ำเข้ามาท่วมในห้องเครื่องยนต์ หรืออาจน้ำเศษขยะที่ลอยตามน้ำมา เช่น กิ่งไม้ ใบไม้ ถุงพลาสติก และขยะอื่น ๆ เข้ามาให้ห้องเครื่อง และอาจจะทำให้ใบพัดซึ่งเป็นส่วนระบายความร้อนของเครื่องยนต์หัก เมื่อเครื่องยนต์ไม่มีระบบระบายความร้อน เครื่องยนต์ก็จะร้อนจน Overheat และดับไปในที่สุด
4 พยายามรักษาระยะห่างจากรถยนต์คันหน้าเอาไว้ เนื่องจากระบบเบรกนั้นจมอยู่ไต้น้ำ ส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานนั้นลดลงไป เมื่อขับพ้นน้ำแล้วให้ยังคงขับรถด้วยความเร็วต่ำต่อไป และทำการเบรกเป็นช่วง ๆ เพื่อทำให้ผ้าเบรกแห้ง
5 เมื่อถึงปลายทางแล้ว อย่าเพิ่งรีบดับเครื่องยนต์ ให้สตาร์ทรถยนต์ค้างเอาไว้สักพัก เพื่อให้ความร้อนของรถยนต์ใล่ความชื้นออกไปให้หมด หลังจากนั้น ให้ทำการตรวจเช็ครถยนต์ดังที่กล่าวเอาไว้ข้างต้นบทความ หรือถ้าเป็นไปได้ส่งเข้าไปตรวจเช็กอย่างละเอียดที่ศูนย์ซ่อมจะเป็นการดีที่สุด
สิ่งหนึ่งที่คุณจะต้องพึงระลึกเอาไว้เสมอ ก่อนที่จะตัดสินใจขับรถลุยน้ำท่วมไปนั้น คือหากรถดับหรือมีความเสียหายเกิดขึ้นใด ๆ ก็ตามจากการขับรถฝ่าน้ำท่วมนี้ ประกันรถยนต์จะไม่คุ้มครองทุกกรณี แม้ว่าคุณจะทำประกันชั้น 1 เอาไว้ก็ตาม เพราะถือว่าคุณประมาท จงใจขับรถเข้าไปในพื้นที่เสี่ยงเอง ดังนั้น หากเลี่ยงได้จะถือเป็นการดีที่สุดนะคะ
เคล็ดลับรถยนต์

เปรียบเทียบข้อเสนอที่ดีที่สุดในเวลาเพียงหนึ่งนาที!

เพิ่มเพื่อน