โปรดรอสักครู่...

1. อัตราดอกเบี้ยสูง  ถึงแม้จะเฉลี่ยคิดเป็นรายวัน ควรกดใช้เฉพาะเมื่อมีเหตุจำเป็นฉุกเฉินเท่านั้น และไม่มีระยะเวลาปลอดดอกเบี้ยเหมือนบัตรเครดิต แม้กดใช้วันเดียวก็เสียดอกเบี้ยแล้ว

2.ควรวางแผนการผ่อนชำระคืนเงินต้นด้วย เพราะหากชำระแต่ยอดขั้นต่ำจะทำให้เสียดอกเบี้ยสูง

  • เป็นเงินสำรองยามฉุกเฉิน

  • เมื่อมีเหตุจำเป็นต้องใช้ เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่าซ่อมแซมบ้าน ค่าซ่อมรถยนต์ ค่าใช้จ่ยในชีวิตประจำวัน เป็นต้น
  • ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมในการกดเงินสด

  • หากเราใช้บัตรกดเงินสด ไม่ว่าจะกดที่ตู้ ATM ธนาคารไหน เราจะไม่เสียค่าธรรมเนียมสำหรับการกดเงินสด
  • สามารถชำระคืนขั้นต่ำได้

  • (เช่น 3%-5% ตามที่แต่ละสถาบันการเงินกำหนด) จึงมีความหยืดหยุ่นสูง ยังไม่ต้องชำระเงินคืนทั้งก้อน หากยังไม่พร้อม 
  • ใช้ผ่อนชำระซื้อสินค้าต่างๆ

  • ที่ร่วมรายการได้โดยไม่ต้องเสียดอกเบี้ย และมักได้ระยะเวลาผ่อนนานกว่าบัตรเครดิต เช่น 0% 24 เดือน เป็นต้น
  • ช่วยเสริมสภาพคล่อง


ในการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน อาจเป็นการหมุนเวียนใช้จ่าย ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ เช่น สิ้นเดือนก่อนเงินเดือนออก เป็นต้น
ความแตกต่างระหว่างสินเชื่อเงินสดกับบัตรกดเงินสด

สินเชื่อเงินสด คือ สัญญาเงินกู้ ที่เป็นในลักษณะเงินกู้ก้อนใหญ่ก้อนเดียว หลังจากนั้นผู้กู้จะต้องทยอยชำระหนี้เป็นงวดๆ งวดละเท่าๆ กัน ตามระยะเวลา และอัตราดอกเบี้ยที่สัญญากำหนด โดยระยะเวลาในการชำระหนี้สินเชื่อเงินสดนั้นเริ่มต้นตั้งแต่ 1 ปี 3 ปี หรือ 5 ปี เป็นต้น

บัตรกดเงินสด จะเป็นบัตรที่ใช้กดเงินสดจากตู้ ATM หากเจ้าของบัตรไม่กดเงินสด ก็ยังไม่เป็นหนี้ (ซึ่งไม่นับค่าธรรมเนียมการถือครองบัตรรายปี) แต่เมื่อใดก็ตามที่ผู้ถือบัตรกดเงินสดจากตู้ ATM ผู้กดเงินสดจะถูกคิดดอกเบี้ยนับตั้งแต่วันแรก 
บัตรกดเงินสด (Cash card) คือ สินเชื่อส่วนบุคคล สำหรับผู้ที่ไม่ต้องมีหลักค้ำประกัน มาขอวงเงินจากธนาคารในรูปแบบบัตรกดเงินสด เพื่อนำมาเป็นเงินสำรองยามฉุกเฉิน โดยหากไม่ได้กดเงินออกมาใช้จากบัตรกดเงินสด จะไม่มีการเรียกเก็บดอกเบี้ย และค่าธรรมเนียม
เครดิตบูโร หรือ บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ ดำเนินงานภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต พ.ศ. 2545 โดยมีหน้าที่เก็บรวบรวมข้อมูลการชำระเงินสินเชื่อหรือรายงานข้อมูลเครดิต (Credit Report) ของบุคคลและนิติบุคคลจากสถาบันการเงินที่เป็นสมาชิก ได้แก่ ธนาคารพาณิชย์ ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐบาล บริษัทบัตรเครดิต บริษัทผู้ประกอบการธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคล บริษัทลิสซิ่งเช่าซื้อ ซึ่งสถาบันการเงินที่เป็นสมาชิกมีหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องนำส่งข้อมูลของลูกค้าให้แก่เครดิตบูโร รายงานข้อมูลเครดิตประกอบด้วยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเจ้าของข้อมูล เช่น ประวัติการขอสินเชื่อ การได้รับอนุมัติ การชำระสินเชื่อ การชำระสินค้าและบริการบัตรเครดิต เป็นต้น โดยเครดิตบูโรจะเก็บข้อมูลเครดิตไว้ 36 เดือนสำหรับบุคคลธรรมดา และ 60 เดือนสำหรับนิติบุคคล ซึ่งข้อมูลการชำระสินเชื่อจากสถาบันการเงินจะถูกส่งเข้าไปในระบบของเครดิตบูโรทุกเดือน ข้อมูลเก่าจึงถูกแทนที่ด้วยข้อมูลใหม่ทุกเดือน โดยทั่วไปสถาบันการเงินจะใช้รายงานข้อมูลเครดิตเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาสินเชื่อ เพื่อประเมินความสามารถในการชำระหนี้และการมีวินัยในการชำระหนี้ของเจ้าของข้อมูลหรือผู้ที่ต้องการกู้เงินทั้งนี้ สถาบันการเงินจะต้องขออนุญาตจากเจ้าของข้อมูลก่อนจึงจะมีสิทธิขอข้อมูลจากเครติตบูโรได้
การสมัครบัตรกดเงินสด โดยทั่วไปธนาคารจะพิจารณาอนุมัติวงเงินสูงสุด 5 เท่าของรายได้ปัจจุบัน ซึ่งแต่ละท่านอาจจะได้รับอนุมัติวงเงินไม่เท่ากัน
ผู้สมัครจะต้องมีอายุระหว่าง 20 - 60 ปี (อายุรวมระยะเวลาผ่อนชำระคืนต้องไม่เกิน 60 ปี) มีสัญชาติไทย และพิจารณาจากรายได้ต่อเดือน สำหรับพนักงานรายได้ประจำ จะต้องมีรายได้ขั้นต่ำ 12,000 บาท
สำหรับผู้ที่มีประวัติเสียทางการเงินกับธนาคาร เช่น ชำระล่าช้าเกิน 90-120 วัน หรือ ค้างชำระ ไม่สามารถทำการผ่อนชำระได้ หรือได้มีการปรับโครงสร้างหนี้กับธนาคาร ทั้งนี้ประเด็นดังกล่าว จะส่งผลต่อการพิจารณาของทางธนาคารผู้รับพิจารณาสินเชื่อ ขอแนะนำสำหรับผู้ที่อยากขอสินเชื่อนั้น ควรรักษาประวัติการผ่อนชำระสินเชื่อให้เป็นประวัติปกติ มีวินัยในการชำระอย่างตรงเวลา หากมีค้างชำระ ควรทำการชำระหนี้ค้างให้เรียบร้อย เมื่อรักษาประวัติเป็นปกติ ต่อเนื่องมา 1-3 ปี จะสามารถกลับขอสินเชื่อได้อีกครั้ง