วิธีปลดหนี้บัตรเครดิตด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลง จากมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ระยะที่ 2

โดย MoneyGuru.co.th, ในหมวดหมู่ "บัตรเครดิต,สินเชื่อส่วนบุคคล"

August 5, 2020


วันนี้เรามาดูกันว่า วิธีปลดหนี้บัตรเครดิตด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลง จากมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ระยะที่ 2 ของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยไม่ว่าท่านผู้อ่านจะมีหนี้จากบัตรเครคิตจากธนาคารไหนก็ตามสามารถปลดหนี้ได้จากมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ระยะที่ 2  เพื่อเลือกทางเลือกที่ใช่สำหรับตัวเอง

 

วิธีปลดหนี้บัตรเครดิตด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลง จากมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ระยะที่ 2

วิธีปลดหนี้บัตรเครดิตด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลง จากมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ระยะที่ 2

สำหรับท่านผู้อ่านที่ไม่มีเงินออมและไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อในอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสม หรือกลุ่มเด็กจบใหม่ๆ ที่เริ่มทำงานเงินเดือนอาจจะแค่ 12,000 – 15,000 บาท  ทำให้เงินไม่พอใช้ในแต่ละเดือนจึงเป็นที่มาของการผ่อนชำระบัตรเครดิต ผ่อนไปผ่อนมา ก็จ่ายได้แค่ผ่อนขั้นต่ำ 10% 5% ในสุดท้ายหนี้ก็ไม่หมดเสียที และนี่คือปัญหาของลูกหนี้บัตรเครดิตที่ผ่อนชำระ หรือที่บางทีเรียกกันว่า revolver หลายล้านคนที่ติดหนี้บัตรเครดิตมากกว่าสิบล้านใบ และเมื่อพวกเขาพร้อมจะเริ่มอยากปลดหนี้ ก็สายไปแล้วเพราะดอกเบี้ยแพง นั้นเอง แล้วเมื่อเกิดวิกฤตโควิด 19 และมาตรการควบคุมการแพร่ระบาด ส่งผลทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงัก รายได้ของครัวเรือนและธุรกิจปรับลดลงอย่างมาก ทำให้ชีวิตคนมีหนี้บัตรเครดิตยากลำบากขึ้น ผู้ให้บริการทางการเงินใจดี มีมาตรการช่วยเหลือโดยในระยะที่ 1 เน้นการจ่ายอัตราขั้นต่ำรายเดือนลดลงจาก 10% เหลือ 5 % เพื่อเพิ่มสภาพคล่อง ช่วยให้ลูกหนี้บัตรมีเงินสดเก็บไว้ใช้ในการยังชีพประจำวันมากขึ้น

 

อัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตยังอยู่ในระดับสูง

ต่อมามีเสียงสะท้อนมากขึ้นว่า อัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตยังอยู่ในระดับสูง หากเป็นไปได้ น่าจะมีทางเลือกที่หลากหลายที่ช่วยเพิ่มสภาพคล่องระยะสั้น และช่วยให้เห็นแสงสว่างที่จะปลดหนี้ไปพร้อมๆกัน เพราะลูกหนี้บัตรจำนวนไม่น้อย ได้เพียรพยายามผ่อนจ่ายและมีวินัยมาโดยตลอด ซึ่งก็ยังมีอีกจำนวนมากที่ไปไม่ไหวและต้องกลายเป็น NPL ซึ่งถึงคราวจำเป็นแล้วที่จะต้องช่วยหาทางออกให้เขาได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ เราคนไทยด้วยกันจะทิ้งกันได้อย่างไร ความเห็นและข้อเสนอแนะเหล่านี้ ได้นำมาสู่มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อย ระยะที่ 2 ของ ธปท. แล้วคนไทยที่มีหนี้บัตรได้อะไรจากมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยระยะที่ 2 ของ ธปท.? อยากขอให้พวกเราเหล่าลูกหนี้ สละเวลาสักเล็กน้อย ศึกษาข้อมูลดังต่อไปนี้ เพื่อเลือกทางเลือกที่ใช่สำหรับตัวเอง (ภาพที่ 1)

 

คนไทยที่มีหนี้บัตรได้อะไรจากมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยระยะที่ 2

วิธีปลดหนี้บัตรเครดิตด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลง-จากมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ระยะที่-2

  • ลูกหนี้บัตรทุกรายในประเทศไทยจำนวนกว่า 23 ล้านใบ จะได้รับประโยชน์จากการลดเพดานอัตราดอกเบี้ยจาก 18% เหลือ 16% เพื่อเป็นการช่วยลดภาระดอกเบี้ยจ่ายของผู้ถือบัตรทุกท่าน รวมถึงลูกหนี้ NPL ด้วย ซึ่งจะได้รับสิทธิ์นี้โดยอัตโนมัติ ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2563 เป็นต้นไป
  • สำหรับลูกหนี้บัตรที่มีสถานะปกติ จะได้รับการผ่อนปรนลดอัตราจ่ายชำระขั้นต่ำเหลือ 5% ในปี 2563 – 2564 แล้ว มาตรการระยะที่ 2 ยังให้สิทธิลูกหนี้ที่จะเปลี่ยนประเภทหนี้ จากหนี้บัตรเครดิต เป็นเงินกู้แบบมีกำหนดเวลา (term loan) ที่อัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 12% (ดอกเบี้ยลดลงถึง 6%)
  • หากพวกท่านผู้อ่านมีรายได้เพิ่มสามารถมาโปะหนี้เพื่อทำการลดยอดหนี้ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย prepayment fee แต่อย่างใด

 

สิ่งที่ต้องรู้สำหรับมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยระยะที่ 2

  • การแปลงหนี้บัตรมาเป็น term loan มิได้ทำให้ติดประวัติเสียในเครดิตบูโร อย่างที่เข้าใจกัน
  • ลูกหนี้ยังคงมีวงเงินบัตรเครดิตไว้ใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้ แต่วงเงินบัตรจะลดลงเหลือเท่ากับวงเงินเดิมหักด้วยยอดหนี้ที่เปลี่ยนเป็น Term loan ดังกล่าว สำหรับกรณีที่วงเงินบัตรเดิมเต็มวงเงิน ผู้ให้บริการอาจพิจารณาให้วงเงินแก่ลูกหนี้ ในจำนวนที่ไม่มากนัก เช่น 5,000 – 10,000 บาท เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าสำหรับใช้ชีวิตในประจำวัน เผื่อเหตุฉุกเฉินต่างๆ เป็นการตอบแทนในยามที่ยากลำบากนี้ ก็น่าจะอยู่ในวิสัยที่ผู้ให้บริการพอจะทำได้
  • มาตรการระยะที่ 2 ได้เสนอแผนการผ่อนชำระ term loan ไว้ที่ 48 งวด หรือ 4 ปี ดอกเบี้ยไม่เกิน 12% เพื่อให้ลูกหนี้ได้มีหลักยึด หลักคิดในการเลือกใช้สิทธิ อย่างไรก็ดี กรณีที่ลูกหนี้ต้องการผ่อนชำระในเวลาที่สั้นกว่านั้น เช่น ผ่อนเพียง 24 งวด หรือ 30 งวด ก็สามารถเจรจากับผู้ให้บริการ เพื่อลดอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำกว่า 12% ได้ หรือในทางกลับกัน หากต้องการจะผ่อนยาว เช่น 60 เดือนเพื่อให้ค่างวดในแต่ละเดือนลดต่ำลงอีก ก็ทำได้เช่นกัน โดยดอกเบี้ยไม่เกิน 12%

 

 

ถ้าเปลี่ยนหนี้บัตรมาเป็น term loan แล้ว ภาระโดยรวมจะเป็นอย่างไร ดอกเบี้ยจะเป็นเท่าไร

วิธีปลดหนี้บัตรเครดิตด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลง-จากมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ระยะที่-2

จากรูป ซึ่งน่าจะช่วยให้ความกระจ่าง รวมทั้งทำให้สบายใจได้ว่า ในแต่ละเดือนจะไม่ต้องจ่ายมากขึ้น และมีโอกาสปลดหนี้ ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลง ดังนี้

ตัวอย่างที่ 1

สมมติมียอดหนี้คงค้างบัตรเครดิต 100,000 บาท ปกติจ่ายขั้นต่ำงวดละ 5% ราวๆ 5,000 บาท แต่ถ้าแปลงเป็น term loan ผ่อน 48 งวด ดอกเบี้ย 12% ตกเดือนละ 3,000 บาท ในช่วงปีแรก ภาระการจ่ายจะลดลง จากราวๆ 49,700 บาท เหลือ 37,000 บาท แถมดอกเบี้ยก็ยังต่ำกว่าถึง 2,500 บาท

โดยข้อดีของการเปลี่ยนมาเป็น term loan ซึ่งช่วยจะปลดหนี้ได้ในงวดที่ 40 ด้วย แต่ถ้าจ่าย 5% ไปเรื่อยๆ อาจจะนานถึง 84 งวดและแถมใช้บัตรใบเดิมรูดเพิ่มอีก วนเวียนอยู่ในวงนี้ จะเป็นวงจรชีวิตแห่งหนี้ ไม่มีที่สิ้นสุด

 

คลินิกแก้หนี้เพื่อกลุ่มลูกหนี้ที่เป็น NPL

กลุ่มลูกหนี้ที่เป็น NPL ที่เราจะทอดทิ้งเสียไม่ได้ เพราะคำว่า NPL คงไม่มีใครอยากจะเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกหนี้รายย่อย ซึ่งแทบไม่เคยเห็นว่า ล้มบนฟูกเลย ซึ่งในมุมของผู้ให้บริการเอง ก็มิได้ต้องการที่จะฟ้องร้องดำเนินคดียึดทรัพย์ เพราะนอกจากทรัพย์สินที่ยึดมาจะสร้างภาระเพิ่มแล้ว ยังมีผลกระทบในเชิงสังคมที่ยากจะประเมินความเสียหายเป็นตัวเงินได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุดโควิดที่ทุกฝ่ายพึงใช้ความถ้อยทีถ้อยอาศัยซึ่งกันและกันเป็นที่ตั้ง ปัจจุบันผู้ที่เกี่ยวข้องหลายภาคส่วนได้ร่วมกันจัดตั้ง “คลินิกแก้หนี้” ขึ้น เพื่อรองรับ NPL ของบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกัน ซึ่งมาตรการช่วยเหลือในระยะที่ 2 ของ ธปท ได้ระบุชัดว่า นอกจากจะช่วยลูกค้าบัตรเครดิตที่ไม่ได้ค้างชำระแล้ว ยังได้ขยายขอบเขตช่วยเหลือลูกหนี้ NPL ด้วย โดย ลูกหนี้สามารถสมัครเข้าคลินิกแก้หนี้ หรือ ผู้ให้บริการทางการเงิน จัดให้มีการแก้ไขหนี้ NPL โดยใช้แนวทางของคลินิกแก้หนี้เป็นแกน

ทั้งนี้ scheme กลางของคลินิกแก้หนี้ คือ ลูกหนี้จะต้องชำระหนี้ในส่วนของเงินต้นคงเหลือทั้งหมด และหากทำตามแผนได้ จะยกดอกเบี้ยค้างเดิมให้ โดยให้ผ่อนชำระยาวถึง 10 ปี อัตราดอกเบี้ย 4-7% ตัวอย่างเช่น ถ้ายอดหนี้ 100,000 บาท ผ่อนต่อเดือนเพียง 1,200 บาท แต่มีข้อแม้ว่า ลูกหนี้จะไม่สามารถกู้เพิ่มได้ 5 ปี หรือจนกว่าจะสามารถชำระหนี้ได้ครึ่งหนึ่ง

หากมองผิวเผิน อาจทำให้เข้าใจผิดว่า งั้นเราเป็น NPL ดีกว่า จะได้รับสิทธิ์พิเศษ ได้รับการลดดอกเบี้ย แต่ในชีวิตจริง บอกเลยว่าไม่ได้ง่ายเช่นนั้น เพราะการเป็น NPL จะมีประวัติที่ไม่ค่อยสวยงามปรากฏอยู่ในฐานข้อมูลเครดิตบูโร ซึ่งตรงนี้เอง ทำให้ลูกหนี้ NPL พยายามจ่ายหนี้จากรายได้ที่มีอยู่น้อยนิดหรือแทบจะไม่มีเลย โดยหวังว่าสักวันหนึ่งจะได้หลุดจากวงจรประวัติเสียในฐานข้อมูลเครดิตบูโร เพื่อเริ่มชีวิตใหม่เหมือนใครๆ เขาบ้าง

เจตนารมณ์ของ ธปท. ที่สนับสนุนให้ผู้ให้บริการทางการเงิน เสนอแผนปรับโครงสร้างหนี้ในลักษณะเดียวกันกับคลินิกแก้หนี้ เพราะมองไปข้างหน้า ผลกระทบจากโควิด 19 อาจทำให้ลูกหนี้บัตรจำนวนไม่น้อย หมดกำลังลง และอาจเป็นหนี้เสีย การที่เจ้าหนี้-ลูกหนี้ ได้เจรจาปรับโครงสร้างหนี้ร่วมกันจะเป็นวาระทางเศรษฐกิจที่สำคัญมาก โดยเฉพาะหนี้บัตรซึ่งเป็นหนี้ที่มีจำนวนมากที่สุดในบรรดาหนี้รายย่อยทั้งหมด ดังนั้น scheme หรือ แนวทางของคลินิกแก้หนี้ จึงมีความสำคัญ และยิ่งทวีความสำคัญขึ้นในยุคโควิด ในฐานะ “ทางรอด” ที่จะช่วยจำกัดปัญหาหนี้บัตร ไม่ให้ลุกลามจนกลายเป็นวิกฤตหนี้รายย่อยที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมดังที่หลายภาคส่วนได้แสดงความกังวลไว้

นอกจากลูกหนี้บัตรเครดิตที่มีสิทธิได้รับการช่วยเหลือดังที่กล่าว ลูกหนี้สินเชื่อส่วนบุคคลที่จ่ายปกติ และที่เป็น NPL ก็มีสิทธิได้รับการช่วยเหลือในลักษณะเดียวกัน จะแตกต่างกันตรงอัตราดอกเบี้ยที่ลดเพดานลงจาก 28% เหลือ 25% และกรณีหนี้ปกติที่ต้องการเปลี่ยนประเภทหนี้เป็น term loan อัตราดอกเบี้ยสูงสุดไม่เกิน 22% ลองศึกษาเพิ่มเติมได้จากหนังสือเวียนของ ธปท.

สุดท้ายนี้ ขอส่งกำลังใจให้พวกเรา ทั้งผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการ ให้ก้าวข้ามความยากลำบากนี้ด้วยความถ้อยทีถ้อยอาศัย และเข้าใจกันและกัน ฝ่าฟันภัยเศรษฐกิจจากโควิด 19 สู่ชีวิตใหม่ที่สดใสในไม่ช้า

 

ในช่วงภาวะวิกฤตไวรัสโควิด-19แบบนี้  MoneyGuru ขอให้ทุกท่านรักษาสุขภาพและเป็นกำลังใจให้เราผ่านช่วงนี้ไปด้วยกัน ส่วนใครที่มองหาตัวช่วยเงินกู้สำหรับใช้ในการจับจ่ายใช้สอยที่ง่าย สะดวก และทำได้ที่บ้าน เรายังมีตัวช่วยสำหรับการ เปรียบเทียบสินเชื่อส่วนบุคคล หรือจะเป็นบัตรเครดิตอื่นๆ ให้เลือกใช้ เข้ามาเปรียบเทียบบัตรเครดิตได้ทุกวันที่ MoneyGuru สิคะ

บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของธนาคารแห่งประเทศไทย

เปรียบเทียบข้อเสนอที่ดีที่สุดในเวลาเพียงหนึ่งนาที!

เพิ่มเพื่อน