แบงก์ชาติกับปฏิบัติการแก้หนี้เพื่อลดภาระให้คนไทย

โดย MoneyGuru.co.th, ในหมวดหมู่ "บัตรเครดิต,สินเชื่อส่วนบุคคล"

February 17, 2020


ในภาวะที่ปัญหาหนี้ของครัวเรือนไทยยังรุนแรงและเศรษฐกิจไทยปีนี้ต้องเผชิญกับปัญหาหลายด้าน ที่จะทำให้ความสามารถในการชำระหนี้ของประชาชนลดลง แบงก์ชาติจึงให้ความสำคัญอย่างมากกับการช่วยเหลือใน

การแก้หนี้เสีย พร้อมปัญหาหนี้สิน โดยเรื่องนี้ถือเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญลำดับต้นๆ ของแบงก์ชาติในปี 2563 นี้ ซึ่งครอบคลุมหลายมิติ

การแก้หนี้เสีย จากแบงก์ชาติเพื่อลดภาระให้ประชาชนและเศรษฐกิจไทย…!!

การแก้หนี้เสีย

SME debt Restructuring เน้นการปรับหนี้เชิงป้องกัน ตั้งแต่ต้นปี 2563 ท่านอาจได้ยินข่าวมาตรการสนับสนุนการปรับโครงสร้างหนี้ให้ผู้ประกอบการ SME โดยแบงก์ชาติได้ปรับปรุงและผ่อนปรนกฎเกณฑ์ในหลายเรื่อง เพื่อสร้างแรงจูงใจให้สถาบันการเงินให้ความสำคัญและเร่งปรับโครงสร้างหนี้และให้เงินทุนหมุนเวียนเพิ่มเติมแก่ลูกค้า SME ดร.วิรไท ผู้ว่าการ ธปท. ได้กล่าวว่า ในอดีตเมื่อพูดถึงการแก้ไขปัญหาหนี้จะเน้นที่ “การแก้หนี้เสีย” หรือ “หนี้ที่เป็น NPL” แล้ว แต่ในรอบนี้จะเน้น “มาตรการเชิงป้องกัน” (Preemptive debt restructuring) เพื่อป้องกันไม่ให้หนี้คุณภาพดีไหลลงเป็นหนี้เสีย หรือเกิดปัญหาขาดสภาพคล่อง เพราะหากปล่อยไว้ เมื่อเศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวปกติ ธุรกิจ หรือลูกจ้างเหล่านี้อาจไม่สามารถกลับมาฟื้นตัวได้ นอกจากนี้แบงก์ชาติได้ขอให้ สถาบันการเงินตั้งทีมพิเศษขึ้นมาเพื่อเกาะติดสถานการณ์ และเข้าไปช่วยเหลือลูกหนี้ อย่างทันท่วงทีด้วย

 

ปรับ model ของ บสย.ให้เอื้อต่อการแก้หนี้ ไม่ต้องฟ้องก่อนเคลม

งานอีกเรื่องสำคัญ คือ การปรับรูปแบบการดำเนินการของ บสย. หรือ ซึ่งเดิมอาจถูกเน้นในฐานะเป็นกลไกค้ำประกันที่จะช่วยให้ สง.ปล่อยสินเชื่อแก่ SME โดยอาจไม่ได้ให้ความสำคัญกับขั้นตอนหลังจากนั้น เช่น ขั้นตอนจ่ายเงินชดเชย ซึ่งเดิมต้องฟ้องก่อน บสย.ถึงจะจ่าย ได้ปรับให้สามารถใช้หนังสือ notice แทนได้ เพื่อลดผลกระทบที่ลูกค้าอาจถูกดำเนินคดีโดยไม่จำเป็น นอกจากนี้ บสย.ได้ออกผลิตภัณฑ์ใหม่สำหรับค้ำประกันสินเชื่อ working cap เพื่อสนับสนุนให้สถาบันการเงินให้เงินทุนหมุนเวียนแก่ลูกหนี้เพิ่มเติม

 

ปรับวิธีการคิดดอกเบี้ยปรับผิดนัดชำระ ให้เป็นธรรมขึ้น

นอกจากนี้ แบงก์ชาติได้สั่งการให้สถาบันการเงินปรับปรุงดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมใน 3 เรื่องสำคัญ เพื่อลดภาระประชาชนและปรับปรุงให้เป็นธรรมมากขึ้น โดยเรื่องที่สำคัญมากและเกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาหนี้ คือ การปรับปรุงวิธีการคิดดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งแต่เดิมจะคำนวนจากฐานของ “เงินต้นที่เหลือทั้งหมด” ให้คิดบนฐานของ “เงินต้นในงวดที่ผิดนัดจริง”

 

 

คลินิกแก้หนี้ 2 เฟสแรก ช่วยคนไทยแก้หนี้บัตรกว่า 1.3 หมื่นใบ

ปัญหาหนี้บัตร เป็นหนึ่งในปัญหาหนี้สินที่แบงก์ชาติให้ความสำคัญมาระยะหนึ่ง เพราะหนี้บัตรเป็นความจริงของชีวิตที่คนไทยจำนวนมากกำลังเผชิญอยู่ และเป็นหนี้ที่ระยะเวลาผ่อนสั้น ดอกเบี้ยแพง ที่ผ่านมาแบงก์ชาติ ด้วยความร่วมมือของ สง.สมาชิกขับเคลื่อนงานเรื่องนี้ผ่านโครงการคลินิกแก้หนี้ นับตั้งแต่ มิถุนายน 2560 โครงการคลินิกแก้หนี้ระยะที่ 1 – 2 สามารถช่วยคนไทยแก้ปัญหาหนี้บัตรไปแล้วกว่า 3 พันราย ครอบคลุมบัตรเครดิตและบัตรกดเงินสดกว่า 13,000 ใบ  คุณบิ๊นท์ – สิรีธร ลีห์อร่ามวัฒน์ นางสาวไทยประจำปี 2562 สาวงามที่อาสาเข้ามาช่วยงานของโครงการฯ ในด้านประชาสัมพันธ์เล่าถึงประสบการณ์จริงของตนว่า “เธอมีเพื่อนที่มีหนี้บัตร เงินเดือนของเพื่อนส่วนใหญ่หมดไปกับการผ่อนหนี้บัตรก้อนโต ขณะที่การซื้ออาหารเพื่อดำรงชีพต้องอาศัยเงินค่าจ้างล่วงเวลา…คลินิกแก้หนี้จึงเป็นยุทธศาสตร์การลดหนี้เสีย ที่ทำให้คนคนหนึ่งได้ใช้ชีวิตต่อไป”

 

โครงการรีไฟแนนซ์หนี้บัตรดี สำหรับผู้มีวินัยและประวัติดี

นอกจากจะแถลงข่าวการเข้าร่วมโครงการคลินิกแก้หนี้ ธนาคารออมสินได้เปิดตัว “โครงการรีไฟแนนซ์หนี้บัตรดี เพื่อลดภาระดอกเบี้ยให้แก่ประชาชนที่มีวินัยและมีประวัติการผ่อนชำระดี จากที่เดิมที่อาจจะต้องจ่ายดอกเบี้ยสูงถึงร้อยละ 18 หรือ 28 แต่เมื่อโอนย้ายมาอยู่ที่ธนาคารออมสินแล้ว จะจ่ายดอกเบี้ยเพียงร้อยละ 8.5 – 10.5 ตามความเสี่ยง นอกจากนี้ โครงการยังสนับสนุนให้ลูกค้านำเงินที่ประหยัดได้ในแต่ละเดือนจากการรีไฟแนนซ์ไปเก็บออมไว้ เช่น ซื้อสลากออมสิน ดังนั้นโครงการรีไฟแนนซ์หนี้บัตรดี นอกจากจะช่วยลดภาระประชาชนแล้วยังส่งเสริมการออมเพื่ออนาคตด้วย ในปัจจุบันการคิดอัตราดอกเบี้ยสำหรับบัตรเครดิต ยังไม่สามารถแบ่งกลุ่มลูกหนี้ตามคุณภาพและความเสี่ยงที่ต่างกันได้ แบงก์ชาติจึงพยายามผลักดันให้ตลาดรีไฟแนนซ์หนี้บัตรเกิดขึ้นในประเทศไทย ซึ่งคาดว่าจะช่วยให้ลูกหนี้ที่มีวินัยและมีประวัติการผ่อนชำระดีมีต้นทุนการใช้บัตรที่ถูกลงเป็นรางวัลสมกับที่พึงจะได้รับ รวมทั้งการที่ลูกหนี้ดีมีทางเลือกที่ดียิ่งขึ้น จะช่วยป้องกันและลดปัญหาที่เกิดจากลูกหนี้ดีไม่มีทางเลือก จึงจงใจผิดนัดชำระหนี้ หรือ ปัญหา moral hazard ด้วย

 

อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ร้อยละ 1 ต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์

เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2563 คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยลงมาอยู่ที่ร้อยละ 1 ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจการเงินของไทย โดยให้เหตุผลไว้ในการแถลงข่าวว่า “อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลงจะสนับสนุนสภาพคล่องและการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้กับภาคธุรกิจและครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบรุนแรงจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจ” ซึ่งแบงก์ชาติถือเป็นธนาคารกลางแรกที่ลดดอกเบี้ยลงจากไวรัสโคโรนา แม้สถานการณ์ ณ ตอนนั้นยังไม่ใช่จุดพีค แต่เราต้องไม่ตั้งรับ หรือช้าเกินไป เพราะการแก้ไขจะทำได้ยากในอนาคต” ท่านผู้ว่าการกล่าว

มาตรการและโครงการต่างๆ ข้างต้น เป็นความพยายามของแบงก์ชาติที่จะช่วยแก้ปัญหาหนี้สินและลดภาระให้คนไทย

 

บทความแนะนำ : เปิดเงื่อนไข คลินิกแก้หนี้เฟส3 คนมีหนี้ต้องรู้

สำหรับใครที่กำลังมองหาตัวเลือก สินเชื่อส่วนบุคคล เพียงคลิกเข้ามาเปรียบเทียบที่ MoneyGuru.co.th คุณจะได้รับข้อเสนอจากผู้ให้กู้สินเชื่อต่าง ๆ ในที่เดียว ไม่ต้องไปติดต่อสถาบันการเงินต่าง ๆ ทีละเจ้าให้เสียรง เสียเงิน และเสียเวลา

รับจดหมายข่าว

ที่มา ประชาชาติธุรกิจ

เปรียบเทียบข้อเสนอที่ดีที่สุดในเวลาเพียงหนึ่งนาที!

เพิ่มเพื่อน