โปรดรอสักครู่...

บัตรเครดิต คือบัตรที่ทำให้คุณสามารถกู้เงินจากสถาบันทางการเงินมาใช้ล่วงหน้าเพื่อซื้อสินค้า เช่น อาหาร เสื้อผ้า และเครื่องใช้ไฟฟ้า คุณยังสามารถใช้บัตรเครดิตในการชำระค่าบริการต่าง ๆ เช่น จองเที่ยวบิน บัตรเครดิตเติมน้ำมัน ค่าบริการทั่วไป และจ่ายค่าสาธารณูปโภคต่าง ๆ

ในขณะที่บางท่านใช้บัตรเครดิตเพื่อซื้อสินค้าราคาแพงเท่านั้น เช่น กระเป๋าแบรนด์เนม อุปกรณ์แกตเจ็ท หรือรายการอื่น ๆ ที่ปกติต้องเก็บออมเป็นเดือน ๆ จึงจะสามารถซื้อได้ แต่เมื่อมีบัตรเครดิต ธนาคารจะให้คุณกู้เงินเพื่อซื้อสินค้าเหล่านั้นได้ทันที โดยที่คุณสามารถชำระหนี้ค่าใช้จ่ายได้ในภายหลังหรือเลือกผ่อนจ่ายเป็นรายเดือนก็ได้ ซึ่งวิธีการผ่อนจ่ายทีหลังนี้คุณจะต้องเสียดอกเบี้ยให้กับผู้ให้บริการบัตรเครดิตด้วย

ทำบัตรเครดิต อนุมัติไว ต้องทำอย่างไร?


1. ค้นหาข้อมูลก่อนตัดสินใจสมัครบัตรเครดิต คุณจำเป็นต้องรู้ไลฟ์สไตล์ของตัวเอง เพื่อรับสิทธิประโยชน์สูงสุดจากการใช้บัตรเครดิต ตัวอย่างเช่น หากคุณเป็นผู้ที่ต้องเดินทางไปต่างประเทศบ่อย ๆ บัตรเครดิตที่คุณควรมองหาคือบัตรเครดิตที่มีการสะสมไมล์เพื่อนำไปแลกรับตั๋วเครื่องบิน

2. ตรวจสอบอัตราดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ เงื่อนไขการผิดนัดชำระหนี้ ระยะเวลาที่สามารถค้างชำระโดยไม่ต้องเสียดอกเบี้ย กำหนดการณ์ชำระหนี้ และเงื่อนไขสำคัญอื่น ๆ ที่มักจะอยู่ในข้อตกลง อย่าลืมเปรียบเทียบข้อดีและข้อเสียของบัตรแต่ละธนาคาร เพื่อใช้ในการตัดสินใจเลือกบัตรเครดิตที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคุณ

3. สถาบันการเงินผู้ออกบัตรจะตรวจสอบประวัติเครดิตกับเครดิตบูโร เพราะต้องการทราบว่าประวัติการชำระหนี้ของคุณนั้นมีความน่าเชื่อถือเพียงใด คุณมีความสามารถในการชำระยอดเรียกเก็บเงินในแต่ละเดือนหรือไม่ จะมีการผิดนัดชำระเกิดขึ้นหรือเปล่า ดังนั้น คุณควรเตรียมตัวสำหรับการตรวจสอบประวัติเครดิต โดยการพยายามอย่าชำระหนี้ที่มีอยู่ในปัจจุบันล่าช้า อย่าผิดนัดชำระหนี้ที่มีอย่างเด็ดขาด โอกาสที่คุณจะได้รับอนุมัติจะเพิ่มขึ้นมากหากทางธนาคารพบว่าคุณมีเครดิตที่ดี ไม่เคยค้างชำระค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ ธนาคารก็จะขอข้อมูลเกี่ยวกับประวัติการทำงาน รายได้ต่อเดือน รวมไปถึงอายุของคุณ เพื่อใช้ในการพิจารณาอนุมัติบัตรเครดิตให้แก่คุณ

คำถามต่อไปบัตรเครดิตมีให้เลือกมากมาย คุณจะเลือกสมัครบัตรใบไหนดี ? วิธีที่ง่ายและสะดวกสบายที่สุดคือเปรียบเทียบบัตรเครดิตผ่านทางออนไลน์ ซึ่งเว็บไซต์ MoneyGuru.co.th จะสามารถช่วยคุณเปรียบเทียบบัตรเครดิตจากผู้ให้บริการทุกเจ้าในประเทศไทย ภายในเวลาแค่ 1 นาที ทำให้คุณสามารถเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของบัตรต่าง ๆ ได้ภายในไม่กี่คลิก

4. ก่อนการยื่นใบสมัครบัตรเครดิต คุณควรตรวจสอบเอกสารทุกอย่างว่าครบถ้วนและถูกต้อง เพื่อที่จะไม่ถูกปฏิเสธการขออนุมัติบัตรหรือถูกตีกลับเพราะยื่นเอกสารไม่ครบถ้วน อีกทั้ง ควรตรวจสอบว่าคุณได้กรอกข้อมูลบนใบสมัครอย่างถูกต้องครบถ้วน การตรวจสอบใบสมัครจะช่วยประหยัดเวลาของคุณไปได้มาก เนื่องจากเอกสารจะไม่ถูกตีกลับเพื่อแก้ไขและส่งใบสมัครซ้ำอีกรอบนั่นเอง

 

ทำบัตรเครดิต ต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้าง?


เช็คประวัติเครดิตบูโร เพื่อรู้สถานะทางการเงินตัวเองว่าสมัครบัตรเครดิตได้หรือไม่ หากมีข้อผิดพลาดจะได้แจ้งเพื่อขอแก้ไขนั่นเอง

เช็ดดูให้แน่ใจว่าฐานเงินเดือน ว่าตรงกับเงื่อนไขและคุณสมับติที่ทางธนาคารต้องการหรือไม่ โดยเฉพาะรายได้ต่อเดือนของคุณ เพื่อที่ว่าคุณจะได้ไม่ต้องเสียเวลาสมัคร

เตรียมเอกสารการสมัครให้พร้อม

เอกสารที่ต้องเตรียมสำหรับการสมัครบัตรเครดิตได้แก่

– สำเนาบัตรประชาชน พร้อมเซ็นรับรองสำเนาถูกต้อง

– สำเนาสลิปเงินเดือน 6 เดือน

– รายการเดินบัญชีธนาคาร(Statement) 6 เดือน

– ใบรับรองเงินเดือนที่ออกโดยบริษัทพร้อมตราประทับ (หากธนาคารจะขอ)

– สำเนาทะเบียนบ้าน (บางธนาคารจะขอ)

กรอกข้อมูลอย่างมีสติ และครบถ้วน สำคัญมาก หากคุณกรอกข้อมูลไม่ครบถ้วน จะมีผลกับการพิจารณาได้ บางธนาคารอาจจะมีการโทรมาสอบถามเพิ่มเติม บางธนาคารอาจจะส่งเอกสารมาให้คุณกรอกเพิ่มเติม และในบางสถาบันการเงินอาจจะปฏิเสธการเปิดบัตรเครดิตของคุณไปเลย

 

บัตรเครดิตสมัครง่าย รวดเร็ว ต้องที่ MoneyGuru


กว่า 10 ปีที่แล้ว หากต้องการสมัครบัตรเครดิตสักใบ คงต้องไปถึงเคาน์เตอร์ธนาคารเพื่อกรอกเอกสาร และยื่นเรื่องขอสมัครบัตรเครดิต แต่กับยุคที่อินเตอร์เน็ตความเร็วสูงเข้าถึงแล้วแทบทุกพื้นที่ การสมัครบัตรเครดิตในยุค 2022 นี้ จึงเป็นเรื่องสะดวกสบายเพียงนิ้วคลิก ขอเพียงมีอินเตอร์เน็ต หรือ WiFi และอุปกรณ์ในการเชื่อมต่ออย่าง คอมพิวเตอร์ หรือ สมาร์ทโฟน ก็เท่านั้น

สำหรับคนที่ต้องการ สมัครบัตรเครดิตออนไลน์ สามารถทำได้ง่ายๆ เพียง เข้ามาที่เว็บไซต์ MoneyGuru แล้วเลือกเมนูบัตรเครดิต เพื่อ เปรียบเทียบบัตรเครดิต ที่คุณต้องการ ซึ่งหากอยากทราบว่า ณ ขณะที่คุณเข้ามาที่เว็บไซต์ MoneyGuru กำลังมีโปรโมชั่นอะไรอยู่ ก็สามารถตรวจสอบได้จากเมนู โปรโมชั่นบัตรเครดิต ที่อยู่ภายใต้หมวดหมู่บัตรเครดิต

เรียกว่า เข้ามาใช้บริการบนหน้าเว็บไซต์ MoneyGuru คุณจะได้ทั้งการเปรียบเทียบ โปรโมขั่น และสาระประโยชน์เกี่ยวกับบัตรเครดิตที่ดีที่สุดจากเรา

  1. มีอายุระหว่าง 20 - 60 ปีบริบูรณ์

  2. มีรายได้ขั้นต่ำ 15,000 บาท (แล้วแต่สถาบันการเงินกำหนด)

  3. ต้องเป็นคนไทย หรือถือสัญชาติไทยเท่านั้น

  4. หากเป็นชาวต่างชาติจำเป็นต้องมี work permit ในการทำงานและพำนักอยู่ในประเทศไทย

  5. กรณีที่เป็นเจ้าของกิจการ จะต้องมีรายได้ขั้นต่ำตามที่สถาบันการเงินผู้ให้กู้กำหนดเอาไว้


  • พกพาได้ง่ายกว่าการพกเงินสด

  • สามารถซื้อสินค้าหรือบริการได้ทันทีแม้เรามีเงินสดไม่พอ หรือกรณีที่ไม่ต้องการจ่ายเงินสด เพื่อนำเงินไปลงทุนหรือใช้ในสิ่งจำเป็นก่อน

  • ได้รับส่วนลดพิเศษจากการซื้อสินค้าหรือบริการ ณ ร้านที่เข้าร่วมรายการกับบัตรเครดิตที่เราถืออยู่

  • สามารถสะสมคะแนนจากทุกการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตของเรา เพื่อนำไปซื้อสินค้าหรือแลกของรางวัลต่างๆ

  • สามารถทำการหักค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่น ค่าโทรศัพท์ ค่าไฟ หรืออินเทอร์เน็ต เป็นต้น ผ่านบัตรเครดิตได้

  • เราจะมีเวลาในการชำระเงินคืนกับธนาคารประมาณ 45 – 55 วัน หลังจากวันตัดรอบบิล โดยจำนวนวันจะขึ้นอยู่กับธนาคารแต่ละแห่งว่ากำหนดไว้อย่างไร

  • เราไม่จำเป็นที่จะต้องจ่ายชำระคืนเต็มจำนวนในครั้งเดียว เราสามารถทยอยจ่ายคืนได้ โดยขั้นต่ำที่เราต้องชำระคืนคือ 5 % ของค่าใช้จ่ายที่เราใช้ไป
    สามารถถอนเงินสดออกมาจากบัตรเครดิตได้ในกรณีที่เรามีเงินสดไม่พอ เช่น เกิดเหตุฉุกเฉินขึ้น เป็นต้น

  • บัตรเครดิตนั้นมีโปรโมชั่นส่งเสริมการขายและการใช้จ่ายของเรามากมาย เช่น คืนเงินเราเมื่อเติมน้ำมันรถยนต์ เป็นต้น

  • สามารถใช้จ่ายในต่างประเทศได้ในกรณีที่เราเปิดบริการส่วนนี้ไว้ ซึ่งทำให้เราไม่ต้องพกเงินสดจำนวนมากๆ ที่เสี่ยงต่อความปลอดภัยของเรา

  • สามารถผ่อนจ่ายสินค้า ในอัตราดอกเบี้ย 0 % ได้


Read more >>> แชร์วิธีใช้บัตรเครดิตให้เงินงอกเงย



  1. เช็คคุณสมบัติของผู้สมัครบัตรเครดิต


คุณสมบัติของผู้สมัครแต่ละบัตรเครดิตจะไม่เหมือนกัน โดยหลักจะต้องเช็คเรื่องอายุของผู้สมัคร ฐานเงินเดือนของผู้สมัคร ซึ่งคุณควรเช็คจุดนี้อย่างละเอียด เพราะหากมีคุณสมบัติไหนไม่ตรงตามเกณฑ์ ก็มีโอกาสไม่อนุมัติ หรือทางธนาคารจะต้องใช้เวลาติดต่อมาสอบถามคุณอีก 

 

  1. อัตราดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม และเงื่อนไข


การผิดนัดชำระหนี้ ระยะเวลาที่สามารถค้างชำระโดยไม่ต้องเสียดอกเบี้ย กำหนดการณ์ชำระหนี้ และเงื่อนไขสำคัญอื่น ๆ ที่มักจะอยู่ในข้อตกลง อย่าลืมเปรียบเทียบข้อดีและข้อเสีย วงเงินบัตรเครดิตที่คุณต้องการ เพื่อบัตรเครดิตที่ตอบโจทย์คุณมากที่สุด

 

  1. เช็คประวัติเครดิตกับเครดิตบูโร


เครดิตบูโร คือข้อประวัติที่ทางธนาคารจะเช็คประวัติการชำระหนี้ ว่ามีความน่าเชื่อถือทางการเงินขนาดไหน มีความสามารถในการชำระยอดเรียกเก็บเงินในแต่ละเดือนหรือไม่ มีเกณฑ์การผิดนัดชำระเกิดขึ้นหรือเปล่า ดังนั้นคุณควรตรวจสอบประวัติเครดิตบูโรก่อนตัดสินสมัคร เช็คว่าคุณไม่ติดแบล็คลิสต์ในเครดิตบูโร หรือป้องกันด้วยการชำระหนี้ตรงเวลา อย่าผิดนัดชำระหนี้ เหล่านี้จะเพิ่มโอกาสที่คุณจะได้รับอนุมัติจะเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ธนาคารก็จะขอข้อมูลเกี่ยวกับประวัติการทำงาน รายได้ต่อเดือน รวมไปถึงอายุของคุณ เพื่อใช้ในการพิจารณาอนุมัติบัตรเครดิตให้แก่คุณ

 

  1. ตรวจสอบเอกสารทุกอย่างว่าครบถ้วนและถูกต้อง 


เพื่อที่จะไม่ถูกปฏิเสธการขออนุมัติบัตรหรือถูกตีกลับเพราะยื่นเอกสารไม่ครบถ้วน อีกทั้ง ควรตรวจสอบว่าคุณได้กรอกข้อมูลบนใบสมัครอย่างถูกต้องครบถ้วน การตรวจสอบใบสมัครจะช่วยประหยัดเวลาของคุณไปได้มาก เนื่องจากเอกสารจะไม่ถูกตีกลับเพื่อแก้ไขและส่งใบสมัครซ้ำอีกรอบนั่นเอง

 

เอกสารสำหรับทำบัตรเครดิต ต้องเตรียมอะไรบ้าง



  • สำเนาบัตรประชาชน พร้อมเซ็นรับรองสำเนาถูกต้อง

  • สำเนาสลิปเงินเดือน 6 เดือน

  • รายการเดินบัญชีธนาคาร(Statement) 6 เดือน

  • ใบรับรองเงินเดือนที่ออกโดยบริษัทพร้อมตราประทับ (หากธนาคารจะขอ)

  • สำเนาทะเบียนบ้าน (บางธนาคารจะขอ)


 

กรอกข้อมูลอย่างมีสติ และครบถ้วน สำคัญมาก หากคุณกรอกข้อมูลไม่ครบถ้วน จะมีผลกับการพิจารณาได้ บางธนาคารอาจจะมีการโทรมาสอบถามเพิ่มเติม บางธนาคารอาจจะส่งเอกสารมาให้คุณกรอกเพิ่มเติม และในบางสถาบันการเงินอาจจะปฏิเสธการเปิดบัตรเครดิตของคุณไปเลย

  • บัตรเครดิตเพื่อธุรกิจ (Business Card / Corporate Card) เป็นบัตรเครดิตที่ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตออกให้ตามความประสงค์ และคำขอของหน่วยงานราชการ หน่วยงานรัฐ หรือบริษัท 

  • บัตรเครดิตร่วม (Co-Branded) ที่ธนาคารออกร่วมกับบริษัท หรือร้านค้า เป็นบัตรเครดิตที่ออกโดยธนาคารร่วมกับบริษัท หรือร้านค้าที่เป็นพันธมิตรกัน เพื่อให้ผู้ถือบัตรเครดิตได้รับส่วนลด หรือสิทธิพิเศษจากการใช้บัตรที่บริษัท หรือร้านค้านั้นๆ 


นอกจากนี้บัตรเครดิตยังจำแนกตามระดับของสิทธิประโยชน์ได้ ดังนี้ 

  • บัตรพื้นฐาน เป็นบัตรพื้นฐานที่ผู้เริ่มใช้บัตรเครดิต สมัครแล้วจะได้รับเป็นบัตรนี้ เพราะฐานเงินเดือนที่ใช้ในการสมัครน้อยกว่า ผู้ที่ใช้บัตรเครดิตประเภทอื่นๆ

  • บัตรระดับกลาง เป็นบัตรเครดิตที่ผู้สมัครมีฐานรายได้สูงกว่าบัตรพื้นฐาน และมีสิทธิพิเศษตามเงื่อนไขที่ธนาคารกำหนด 

  • บัตรระดับสูง เป็นบัตรเครดิตที่ให้สิทธิพิเศษ และผลประโยชน์กับผู้ถือบัตรเครดิตสูงกว่าบัตรเครดิตทั้ง 2 ประเภทแรก 

  • บัตรระดับ Exclusive  เป็นบัตรเครดิตที่กำหนดรายได้ขั้นต่ำ หรือสินทรัพย์ของผู้ถือบัตรสูงที่สุด พร้อมให้สิทธิพิเศษและผลประโยชน์แก่ผู้ถือบัตรมากที่สุด 


Read more >>> รู้จักบัตรเครดิตดีแค่ไหน ทำความรู้จักบัตรเครดิตแบบเจาะลึก

  1. สามารถแลกคืนกลับมาใช้เป็นส่วนลด ส่วนมากโปรโมชั่นหลักของการใช้จ่ายผ่านบัตรเพื่อแลกคะแนนสะสมมักอยู่ในรูปแบบของการใช้เป็นส่วนลดร้านอาหาร ที่พัก ที่ท่องเที่ยว หรือใช้สำหรับการจับจ่ายใช้สอยเพื่อแลกซื้อสินค้า 

  2. สามารถนำมาแลกคืนเป็นของรางวัล เช่น ใช้แต้มสะสม 1000 คะแนน สามารถไปคูปองลดราคาใช้แทนเงินสด บัตรชมภาพยนตร์ อุปกรณ์กีฬา หรือสิ่งของต่างๆ เป็นต้น 

  3. สามารถแลกเป็นตั๋วเครื่องบิน หรือที่พัก ได้บินกันแบบฟรีๆ กับสายการบินที่ร่วมรายการ นอกจากนี้บางบัตรยังสามารถนำมาแลกเป็นที่พักในระหว่างการเดินทางหรือแลกตั๋วเครื่องบินพร้อมกับที่พักได้เลยทีเดียว

  4. สามารถนำไปแลกเป็นเงินสด (Cash Back) นำคะแนนสะสมบัตรเครดิตไปแลกเป็นเงินสดเพื่อใช้ซื้อสินค้าบางอย่างที่ร่วมรายการ 

  5. นำคะแนนสะสมแลกเป็นเครดิตเงินคืน เมื่อคะแนนสะสมถึงเกณฑ์ที่กำหนด เราสามารถนำไปแลกเป็นเครดิตเงินคืน นั่นหมายความว่าเราก็จะมีวงเงินในบัตรเครดิตเพิ่มขึ้นตามจำนวนเครดิตเงินคืนที่แลกได้นั่นเอง

ใช้ส่วนลดที่ได้จากบัตรเครดิต เวลาไปซื้อสินค้าที่ร้านค้า หรือห้างสรรพสินค้าต่างๆ มักจะเห็นส่วนลดค่อนข้างมากเวลาจัดรายการร่วมกับบัตรเครดิตต่างๆ 

สะสมแต้มแลกของรางวัล การรูดบัตรเครดิตเพื่อซื้อสินค้าแทนการใช้เงินสด สามารถสะสมแต้ม และนำแต้มนั้นไปแลกสิทธิประโยชน์ต่างๆ ได้มากมาย 

ผูกบัตรเครดิตกับบัญชีออมทรัพย์ หากเราใช้ผูกบัตรเครดิตกับบัญชีออมทรัพย์ จะทำให้เราไม่ต้องเสี่ยงกับการเป็นหนี้บัตรเครดิต เนื่องจากชำระขั้นต่ำ หลักการง่ายๆ คือ สถาบันการเงินจะทำการตัดค่าบัตรเครดิตผ่านบัญชีออมทรัพย์แบบเต็มจำนวน แถมเพิ่มวินัยการใช้จ่ายได้เป็นอย่างดี 

ชำระค่าสาธารณูปโภคผ่านบัตรเครดิต ควรใช้บัตรเครดิตในการชำระค่าสาธารณูปโภค และบิลต่างๆ เพราะสามารถกำหนดค่าใช้จ่ายรายเดือนของเราได้ และยังได้รับคะแนนสะสมด้วย

ไม่กดเงินสดจากบัตรเครดิต เนื่องจากค่าธรรมเนียม และดอกเบี้ยรวมๆ กันแล้วแพงมาก 

Read more

ใช้บัตรเครดิตถอนเงินสดได้ไหม?


คุณสามารถใช้บัตรเครดิตในการเบิกถอนเงินสดได้ที่ตู้ ATM โดยเงินสดที่ถูกถอนออกมานั้นจะถูกนับรวมอยู่ในวงเงินเครดิตที่คุณได้รับ แต่ทว่า เมื่อกดเงินสดด้วยบัตรเครดิตคุณจะถูกเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการกดจำนวน 3% จากยอดเงินที่กด (ไม่รวม VAT 7%)

ส่วนอัตราดอกเบี้ยของยอดเงินที่กดนั้นจะถูกเรียกเก็บอัตราเดียวกับอัตราดอกเบี้ยในการรูดชำระสินค้า แต่จะถูกคำนวณเป็นรายวันตั้งแต่วันที่เบิกถอนเงินสดออกมา จนถึงวันที่ชำระคืนครบ

Read more >>> เทคนิคน่ารู้ ใช้บัตรเครดิตไม่ให้ดอกเบี้ยบาน 

สมัครบัตรเครดิตแล้ว วงเงินเท่าไหร่บ้าง?


วงเงินบัตรเครดิตที่คุณจะได้รับนั้น ขึ้นอยู่กับสถาบันการเงินผู้ออกบัตรเครดิตเป็นผู้กำหนด บางท่านอาจจะได้วงเงินเท่ากับรายได้ต่อเดือน หรือบางท่านได้มากกว่านั้น แต่อย่างไรก็ดี วงเงินนั้นได้มีการกำหนดเพดานสูงสุดเอาไว้ตามกฎหมายด้วย โดยยึดตามรายได้ต่อเดือนของผู้สมัครบัตรเครดิต ดังนี้\

1. หากมีรายได้ต่อเดือนต่ำกว่า 30,000 บาท จะได้วงเงินสูงสุดไม่เกิน 1.5 เท่าของรายได้

2. หากมีรายได้ต่อเดือน 30,000 - 50,000 บาท จะได้วงเงินสูงสุดไม่เกิน 3 เท่าของรายได้

3. หากมีรายได้เกิน 50,000 บาทขึ้นไป จะได้วงเงินสูงสุดไม่เกิน 5 เท่าของรายได้

ขอเพิ่มวงเงินบัตรเครดิต


เมื่อคุณใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตจนเกือบเต็มวงเงินและคุณต้องการจะรูดซื้อสินค้า หากราคาสินค้านั้นมีจำนวนมากเกินกว่าจำนวนวงเงินที่ยังเหลือในบัตรเล็กน้อย อาจเป็นไปได้ว่าการรูดซื้อสินค้าชิ้นนั้นจะได้รับการอนุมัติ หรือหากราคาสินค้านั้นสูงกว่าวงเงินคงเหลือในบัตรเครดิตไปมาก บัตรเครดิตใบนั้นจะรูดชำระสินค้าไม่ผ่านทันที

ดังนั้น ก่อนที่คุณจะทำการซื้อสินค้า คุณจำเป็นต้องโทรไปยังสถาบันการเงินผู้ออกบัตร และขอเพิ่มวงเงินบัตรเครดิตชั่วคราว แต่จะได้รับอนุมัติเพิ่มวงเงินหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับประวัติการชำระเงินของคุณที่ผ่านมาด้วย ว่าคุณเป็นลูกหนี้ที่ดีหรือไม่ ผ่อนชำระหนี้ตรงตามกำหนดทุกงวดหรือเปล่า
สิ่งแรกที่คุณควรทำเมื่อรู้ว่าบัตรเครดิตหายไปก็คือ แจ้งสถาบันการเงินเจ้าของบัตรเครดิตให้ทราบ เพื่อให้ทำการอายัดบัตรเครดิตของคุณโดยด่วนที่สุด ซึ่งส่วนนี้ทางเจ้าหน้าที่ของสถาบันการเงินอาจจะมีการสอบถามข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับเหตุการณ์บัตรเครดิตหายนี้ เช่น สถานที่ที่ทำบัตรหาย รายการล่าสุดที่คุณใช้งานบัตรเครดิต วันเวลาที่ทำบัตรหาย เป็นต้น Read More..

บัตรเครดิต สำหรับผู้ไม่มีเงินเดือนประจำ


ผู้ที่ไม่มีเงินเดือนประจำ อาทิเช่น ผู้ที่ทำอาชีพอิสระ ชาวฟรีแลนซ์ หรือเจ้าของกิจการขนาดเล็กหรือ SME ก็สามารถสมัครบัตรเครดิตได้ แต่อาจจะมีรายละเอียดในส่วนของการสมัครที่แตกต่างไปจากผู้ที่เป็นพนักงานบริษัทอยู่พอสมควร เพราะในส่วนของพนักงานบริษัทนั้นจะมีรายได้ประจำอย่างสม่ำเสมอ และมีสลิปเงินเดือนซึ่งเป็นเอกสารชี้แจงรายได้โดย “รายได้ประจำ” ในที่นี้หมายถึง การมีรายได้เข้ามาสม่ำเสมอในทุก ๆ เดือน อีกทั้งต้องสามารถแสดงเอกสารถึงแหล่งที่มาและความสม่ำเสมอของรายได้ เนื่องจากเอกสารนี้เป็นสิ่งสำคัญที่จะเป็นเครื่องการันตีว่า ผู้ถือบัตรเครดิตจะมีความสามารถในการชำระหนี้

สมัครบัตรเครดิตสำหรับฟรีแลนซ์ อาจจะต้องเตรียมความพร้อมก่อนการสมัครบัตรเครดิตมากหน่อย เนื่องจากต้องเตรียมเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการแสดงแหล่งที่มาของรายได้ รวมถึงความสม่ำเสมอของรายได้ด้วย ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่าผู้ที่ประกอบอาชีพอิสระหรือฟรีแลนซ์นั้น จะมีเอกสารเหล่านี้มากมายเนื่องด้วยรับเงินจากหลาย ๆ บริษัท หรืออาจจะไม่มีเลยก็ได้เพราะรับค่าจ้างเป็นเงินสด

โดยเอกสารเบื้องต้นที่จะต้องเตรียมให้สมัครบัตรเครดิตง่ายยิ่งขึ้นสำหรับอาชีพอิสระหรือฟรีแลนซ์มีดังนี้

  • สำเนาบัตรประชาชน

  • statement บัญชีส่วนตัวย้อนหลังประมาณ 6 เดือน

  • หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (ทวิ 50) แสดงรายได้ปีล่าสุด


ในกรณีเป็นเจ้าของกิจการ อาจจะไม่มีสลิปเงินเดือนที่เป็นเอกสารยืนยันถึงที่มาและความมั่นคงของรายได้ ซึ่งในกรณีนี้ก็ให้ใช้เอกสารการจดทะเบียนพาณิชย์หรือทะเบียนนิติบุคคล ซึ่งเอกสารส่วนนี้จะแสดงรายละเอียดของประเภทธุรกิจที่สามารถใช้ยืนยันแหล่งที่มาของรายได้ได้เช่นกัน โดยเอกสารเบื้องต้นที่เจ้าของกิจการจะต้องเตรียมในการสมัครบัตรเครดิตมีดังนี้

  • สำเนาบัตรประชาชน

  • สำเนาทะเบียนพาณิชย์ หรือ สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล

  • สำเนา Statement บัญชีที่ใช้ในธุรกิจ ย้อนหลังประมาณ 6 เดือน

  • สำเนา Statement บัญชีส่วนตัว ย้อนหลังประมาณ 6 เดือน


ทั้งนี้ เอกสารและเงื่อนไขในการสมัครอาจเปลี่ยนแปลงไปตามแต่ละสถาบันการเงิน ขอแนะนำให้สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมกับทางสถาบันการเงินที่คุณต้องการสมัครบัตรเครดิตก่อนทำการสมัคร
ระยะปลอดดอกเบี้ย คือช่วงระยะเวลาที่ธนาคารหรือผู้ให้บริการบัตรเครดิตจะเรียกเก็บเฉพาะเงินต้น โดยไม่เรียกเก็บดอกเบี้ยหากคุณชำระหนี้แบบ "เต็มจำนวน" ซึ่งคนมักจะเข้าใจผิดว่าระยะปลอดดอกเบี้ยนี้ จะเริ่มนับจากวันที่รูดใช้จ่ายบัตรเครดิต แต่แท้จริงแล้วระยะปลอดดอกเบี้ย 45 วัน จะเริ่มนับตั้งแต่วันสรุปรอบบัญชี จนถึงวันครบกำหนดชำระเงินของรอบบัญชีถัดไป

ตัวอย่างเช่น วันสรุปรอบบัญชีคือทุกวันที่ 15 คุณรูดใช้จ่ายไปวันที่ 20 กันยายน เป็นจำนวน 2,000 บาท ยอดนี้จะถูกสรุปวันที่ 15 ตุลาคม และครบกำหนดชำระในวันที่ 30 ตุลาคม หากคุณชำระคืนแบบเต็มจำนวนภายในวันที่ 30 ตุลาคม ซึ่งก็คือระยะปลอดดอก 45 วัน (นับจากวันที่ 15 กันยายน - 30 ตุลาคม) จะทำให้คุณไม่ต้องเสียดอกเบี้ยใด ๆ เลยแม้แต่บาทเดียว
ทั้งสองบัตร เหมือนกันตรงที่ได้รับสิทธิประโยชน์จากเจ้าของบัตรเหมือนกันทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นส่วนลด โปรโมชั่น การผ่อน ของแถม คะแนนสะสม ระยะเวลาของการปลอดดอกเบี้ยก็เหมือนกัน วงเงินที่ใช้ได้ก็เป็นวงเงินเดียวกัน 

ส่วนความแตกต่างคือ ถ้าจะสมัครบัตรเสริมได้ต้องมีบัตรหลักแล้วเท่านั้น ส่วนค่าธรรมเนียมรายปีจะคิดเฉพาะบัตรหลัก แต่สามารถนำยอดค่าใช้จ่ายทั้งสองบัตรเพื่อนำมายกเว้นค่าธรรมเนียมได้

Read more >>> เรื่องน่ารู้ที่หลายคนไม่รู้เกี่ยวกับ บัตรเสริม
เราสามารถจ่ายช้ากว่าวันที่กำหนดชำระในใบแจ้งยอดได้ 2-3 วันทำการ โดยที่ไม่โดนคิดดอกเบี้ยและค่าปรับล่าช้า 

ผลจากการที่ชำระค่าบัตรล่าช้า ธนาคารจะเริ่มคิดดอกเบี้ยโดยย้อนกลับไปคิดตั้งแต่วันแรกที่ทำรายการซื้อสินค้าหรือบริการผ่านบัตร กล่าวคือ ย้อนคิดดอกเบี้ยไปในระยะเวลา 45-55 วัน ที่ธนาคารเคยให้เครดิตไว้ด้วย นอกจากนั้นยังมีค่าใช้จ่ายที่เป็นค่าปรับกรณีจ่ายล่าช้าเป็นจำนวนเงินประมาณ 250-300 บาทต่อครั้ง 
หากคุณเป็นลูกหนี้ที่ดี ชำระเงินตรงเวลามาโดยตลอด สามารถขอให้ทางธนาคารลดอัตราดอกเบี้ยลงได้ หากคุณได้รับข้อเสนอให้ทำบัตรเครดิตจากทางธนาคารอีก คุณสามารถโทรคุยกับทางธนาคารและบอกพวกเขาว่าข้อเสนอที่คุณได้รับเป็นสิ่งที่คุณสนใจ และมันจะดีกว่านี้หากคุณได้ลดอัตราดอกเบี้ยด้วย

Read more >>> รูดบัตรเก่งต้องรู้! เทคนิคลดดอกเบี้ยบัตรเครดิตอย่างเห็นผล
คุณสามารถขอเพิ่มวงเงินบัตรเครดิตได้ แต่คุณต้องแน่ใจด้วยว่าคุณรู้ถึงข้อดีและข้อเสียของมัน เพราะวงเงินที่สูงขึ้นจะทำให้คุณสามารถเข้าถึงอำนาจการกู้ยืมเงินที่มากขึ้นนั่นเอง ซึ่งข้อดีของมันก็คือคุณจะมีคะแนนเครดิตที่ดีขึ้นด้วย 

Read more >>> วิธีการขอเพิ่ม วงเงินบัตรเครดิต
หากถึงเวลากำหนดชำระแต่ละงวดแล้ว คุณมีเงินไม่เพียงพอ ก็สามารถชำระขั้นต่ำได้ในงวดนั้น โดยจะต้องชำระไม่น้อยกว่า 10% ของยอดคงค้างงวดนั้น ถือว่าคุณยังไม่ผิดนัดชำระหนี้ แต่จำนวนเงินที่คุณชำระไม่เต็มก็จะเสียดอกเบี้ยต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าคุณจะชำระส่วนที่เหลือหมด

Read more >>> เรื่องที่ควรรู้เมื่อคิดจะ จ่ายบัตรเครดิตขั้นต่ำ
โดยปกติแล้ว บัตรเครดิตของทุกธนาคารจะมีค่าธรรมเนียมรายปีอยู่ แต่ส่วนมากจะยกเว้นค่าธรรมเนียมได้โดยมีเงื่อนไข เช่น ใช้จ่ายผ่านบัตรตามยอดที่ทางธนาคารกำหนด 

Read more >>> ค่าธรรมเนียมบัตรเครดิต มีอะไรบ้าง