เคลมประกัน : อะไรคือ “เคลมแห้ง/สด”?

โดย MoneyGuru, ในหมวดหมู่ "ประกันรถยนต์"

August 25, 2015


เคลมประกัน เคลมแห้ง เคลมสด

เมื่อเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ สิ่งที่เสียหายที่เห็นได้ชัดที่สุด คือ รถยนต์ที่อยู่ในอุบัติเหตุ และตามความเข้าใจสิ่งแรกที่ผู้ขับขี่จะต้องทำ คือ รีบโทรแจ้งบริษัทประกันภัยที่ตนทำสัญญาด้วยทันที เพื่อให้พนักงานเข้ามาเจราจาไกล่เกลี่ย ไปจนถึงทำเรื่องเคลมประกันภัยรถยนต์ครับ แต่วิธีนี้ง่ายจริงแล้วหรือ? หลายท่านคงจะบอกว่าไม่ง่ายอย่างพูดนะครับ
การ เคลมประกัน ภัยรถยนต์ให้ง่าย และรวดเร็วนั้น เป็นสิ่งที่ผู้ทำประกันทั้งหลายต่างใฝ่ฝัน เพราะส่วนใหญ่จะต้องเจอตั้งแต่พนักงานมาถึงที่เกิดเหตุช้า ตกลงกับคู่กรณีไม่ได้ ตกลงกับประกันฝ่ายคู่กรณีไม่ได้ ประกันภัยไม่ยอมจ่าย แถมขั้นตอนอื่นๆ ที่วุ่นวาย ยุ่งยากอีกมากมาย มาดูกันดีกว่าครับว่ามีวิธีไหนที่เราจะสามารถเคลมได้เร็ว เคลมได้ง่ายบ้าง
ประการแรก มาเรียนรู้กันก่อนนะครับว่า ลักษณะการเกิดเหตุ การเคลมนั้น แบ่งออกได้เป็น 3 แบบ คือ…

1. เคลมแห้ง

เคลมแห้ง หมายถึง การเคลมประกันรถยนต์ สำหรับรถที่เกิดเหตุมานานแล้ว แต่เพิ่งมาแจ้งเหตุกับบริษัทประกันภัยนั่นเองครับ เช่น มีรอยขูดขีด เนื่องจากการเฉี่ยวชน เป็นต้น โดยปกติแล้ว การเคลมแห้งมักจะเป็นการเคลมโดยไม่มีคู่กรณี ซึ่งจะทำให้ผู้เคลมประกันเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม บางครั้งอาจจะเป็นความประมาทของเรา บางครั้งอาจจะเป็นเพราะคนอื่นถอยมาชนบ้าง สาเหตุอื่นบ้าง ดังนั้น หากเกิดอุบัติเหตุและมีคู่กรณี คุณก็ควรรีบโทรแจ้งไปยังบริษัทประกันภัยในทันที พร้อมทั้งขอข้อมูลของพนักงานที่จะมาเคลมให้ด้วย เช่น ชื่อ-นามสกุล เบอร์ติดต่อกลับ เพื่อที่คุณจะได้ตามงานได้สะดวกครับ
อย่างไรก็ตาม หากคุณต้องการจะนำรถเข้าซ่อมที่อู่ คุณควรนำเอกสารต่างๆ ไปให้ครบถ้วนด้วย เช่น ใบขับขี่ กรมธรรม์และสำเนาทะเบียนรถ เป็นต้น

2. เคลมสด

เคลมสด หมายถึง เคลมที่รถชนกัน ณ ที่เกิดเหตุ และยังมีผู้เสียหายในเหตุการณ์รอพนักงานเคลมอยู่ที่เกิดเหตุ ซึ่งการเคลมประเภทนี้ ผู้ขับขี่จะได้รับใบหลักฐานเพื่อใช้การติดต่อเรื่องค่าเสียหายที่เกิดขึ้น เพื่อที่จะนำรถไปซ่อมศูนย์ครับ

3. เคลมความเสียหายมาก

เคลมความเสียหายมาก หมายถึง เคลมที่เพิ่งจะเกิดขึ้นสดๆ หรือเกิดขึ้นนานแล้ว แต่เสียหายมากและเพิ่งมาแจ้งเหตุครับ เช่น รถเสียหายจนขับไม่ได้นานมาเป็นอาทิตย์แล้ว แต่เพิ่งมาแจ้งเหตุ เป็นต้น
ทั้งนี้ ในระหว่างการเคลมนั้น พนักงานเคลมจะสอบถามข้อมูลต่างๆ ของผู้ขับขี่และคู่กรณี พร้อมทั้งให้คุณสรุปเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดว่าใครถูกใครผิด ซึ่งตรงนี้ ทั้งตัวคุณและคู่กรณีควรที่จะให้ความร่วมมือกับพนักงานครับ
ต่อจากนั้น พนักงานก็จะถ่ายรูปตัวรถ สถานที่เกิดเหตุ เป็นต้น จากนั้น เมื่อเคลมเสร็จแล้ว พนักงานเคลมก็จะสรุปผลทั้งหมดและให้ข้อมูลว่าคุณจะต้องดำเนินการต่อไปอย่างไรบ้าง ต้องนำรถไปซ่อมที่ไหน พร้อมทั้งสรุปค่าใช้จ่ายที่อาจจะมีเพิ่มเติม และพนักงานเคลมก็จะให้ใบเคลมเพื่อใช้ในการยื่นกับทางอู่หรือศูนย์ที่รับซ่อมครับ
อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่เมื่อเกิดเหตุและคุณเป็นฝ่ายถูก แต่รถของคู่กรณีไม่มีประกันภัย คุณควรกลับไปตรวจสอบข้อมูลกับบริษัทประกันภัยด้วยว่า ได้บันทึกข้อมูลอุบัติเหตุไว้ว่าอย่างไร คุณเป็นฝ่ายถูกหรือไม่ หลังจากที่คุณเคลมประกันแล้ว ซึ่งถ้าไม่มีการระบุไว้ คุณอาจจะต้องเสียค่าประกันเพิ่มขึ้นในปีถัดไปได้ครับ

ดังนั้น สิ่งที่คุณต้องทำเพื่อให้การเคลมง่าย เป็นไปอย่างรวดเร็ว และไม่ผิดพลาดก็คือ…

– หากเกิดเหตุรีบแจ้งพนักงานประกันมาตรวจสอบทันที
– หลังจากโทรแจ้งแล้วให้ขอข้อมูลพนักงานเคลมที่จะมาเคลมให้คุณ
– ในระหว่างที่รอพนักงานเคลมนั้น คุณควรเจรจาไกล่เกลี้ยกับคู่กรณีว่าใครผิดใครถูก
– หลังจากผ่านไปสักวันสองวันแล้ว ควรโทรไปสอบถามบันทึกที่พนักงานเคลมบันทึกเอาไว้ ว่าตรงตามความเป็นจริงหรือไม่
– หากไม่รู้ว่าคู่กรณีเป็นใคร หรือจำทะเบียนรถไม่ได้ ให้รีบโทรแจ้งตำรวจและบอกลักษณะของรถคู่กรณีเท่าที่จำได้
อย่างไรก็ตาม หากเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาไม่ว่าจะร้ายแรงหรือเล็กน้อยก็ตาม สิ่งแรกที่ควรจะทำคือตั้งสติไว้ก่อนครับ จากนั้นค่อยลงมาตรวจสอบความเสียหายและเรียกประกันมาตรวจสอบ และไม่ควรใช้อารมณ์ในการเจรจาไกล่เกลี้ยกับคู่กรณีนะครับ เพราะจะทำให้เรื่องยากขึ้นครับ

การแจ้งบริษัทประกันภัยเพื่อขอเลขเคลม (กรณีไม่มีคู่กรณี)

คนเรา จะมือใหม่ มือเก๋า บางครั้งก็มีผิดพลาดกันได้บ้าง อาจจะไปเฉี่ยวไปชนเสา ถังขยะ กระถางต้นไม้ เสาไฟฟ้า หรือวัตถุอื่นๆ โดยไม่ได้ตั้งใจ บางทีก็ไม่ได้เป็นที่เราแต่เป็นคนอื่นที่แอบมาเฉี่ยวชน จนโดนเอาตัวอย่างสีไปซะอย่างนั้น

หากรถเรามีประกันชั้น 1 แต่ต้องเคลมโดยไม่มีคู่กรณี เราจะต้องทำยังไงบ้าง?

แจ้งนำรถเข้าซ่อม

  • แจ้งศูนย์บริการที่จะนำรถเข้าซ่อม
    แจ้งรายละเอียดว่าเกิดอะไรขึ้น และเราต้องการนำรถเข้าซ่อม ทางศูนย์บริการจะให้เราแจ้งบริษัทประกันภัยเพื่อแจ้งเคลม และขอเลขเคลมมา
  • ติดต่อบริษัทประกันภัยรถยนต์
    แจ้งบริษัทประกันภัยรถยนต์ที่เราทำประกันรถยนต์เอาไว้ แจ้งว่าเราต้องการขอเลขเคลมเพื่อนำรถยนต์เข้าซ่อม บริษัทประกันภัยจะรับแจ้ง ขอรายละเอียดของอุบัติเหตุเพื่อทำเรื่องต่อ

การแจ้งเหตุแบบไม่มีคู่กรณี

  • แจ้งวัน เวลาเกิดเหตุ
    แจ้งวัน และเวลาเกิดเหตุโดยแจ้งให้ใกล้เคียงวันที่เราแจ้งเคลมมากที่สุด เช่น หากเราแจ้งเคลมวันที่ 24 สิงหาคม ก็ให้แจ้งว่าเกิดเหตุวันที่ 23 สิงหาคม เป็นต้น หากเราแจ้งเหตุวัน-เวลาจริงทางบริษัทประกันภัยอาจจะอ้างว่าเหตุเกิดนานแล้ว และไม่รับแจ้งได้ครับ
  • แจ้งว่าชน หรือเฉี่ยวกับสิ่งไม่มีชีวิต
    คือแจ้งว่าชน เฉี่ยวกับสิ่งไม่มีชีวิต เช่น กระถางต้นไม้ รั้ว กำแพง เสา เป็นต้น แต่ต้องดูให้สมจริงที่สุดด้วย เช่น แผลอยู่กันชนด้านหลัง บอกว่าชนกระถางก็ยังน่าเชื่อถือ ถ้าไฟหน้าแตก จะบอกว่าชนกระถางก็กระไรอยู่ จริงไหมครับ แต่ทางบริษัทประกันภัยก็อาจจะเล่นแง่อีก ดังนั้นอย่าบอกว่าโดนชนแล้วหนีนะครับ ไม่อย่างนั้นอาจจะโดนทางบริษัทประกันขอให้ตามหาคู่กรณี แล้วเรื่องก็จะยืดเยื้อไปเรื่อย ไม่ได้เคลมสักทีนั่นเองครับ
  • ขอเลขเคลมได้ทั้งคั้น
    การขอเลขเคลมนี้ เราสามารถขอเลขเคลมได้ทั้งคันนะครับ ไม่ว่าเราจะชนมานานแค่ไหนแล้วก็ตาม แต่ว่าอย่าลืมทำตามข้อ 1 นะครับ คือแจ้งวันเกิดเหตุให้ใกล้กับวันแจ้งเหตุที่สุดจะเป็นการดี หากมีหลายแผล หลายระดับความเก่า อันนั้นคงต้องคิดแผนกันอีกทีครับ
  • ได้เลขเคลมแล้ว
    เมื่อได้เลขเคลมแล้ว ก็ขึ้นอยู่กับเราแล้วครับว่าเราจะนำรถเข้าซ่อมเมื่อไหร่ ไม่ได้จะต้องนำรถเข้าซ่อมทันทีหลังได้เลขเคลมนะครับ ใบเคลมจะมีอายุประมาณ 1 ปี เอาเป็นว่านำรถเข้าซ่อมก่อนใบเคลมหมดอายุก็พอครับ
  • นำรถเข้าซ่อม
    เมื่อได้ฤกษ์จะนำรถเข้าซ่อม ก็เพียงแค่นำรถไปที่ศูนย์บริการ พร้อมใบเคลมครับ ยื่นใบเคลม พร้อมเซ็นเอกสารสั่งซ่อม ทางศูนย์ก็จะทำการประเมินแล้วนัดวันรับรถ หากซ่อมจุกจิก ทางบริษัทประกันอาจจะแนะนำอู่ให้เราถือใบเคลมไปเปลี่ยนเอง แบบนั้นก็สามารถนั่งรอรับรถได้เลยครับ
  • ชื่อคนขับไม่ตรงกับชื่อคนแจ้งเคลม
    ส่วนนี้จริงๆ แล้วไม่น่าจะมีปัญหานะครับ เพราะส่วนใหญ่คนที่มีพลขับรถก็จะให้พลขับเป็นคนจัดการ และเป็นคนเซ็นใบเคลม แต่หากบริษัทประกันจะเล่นแง่ ก็บอกตามจริงไป ว่าเอารถสามี หรือภรรยามาขับ เรื่องมากอีก ขู่ว่าจะถอนประกันไปทำกับบริษัทอื่นเลยครับ
ติดตามสาระความรู้ และเคล็ดลับดีๆ เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ทางการเงิน และประกันภัยรถยนต์ได้ที่ MoneyGuru.co.thครับ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก: autozeed, buyatsiam, insurancethai