พรบ. อย่างเดียวก็พอแล้ว ไม่ต้องทำประกันรถยนต์ก็ได้ จริงหรือ ?

โดย Cate Suphastian, ในหมวดหมู่ "ประกันรถยนต์"

June 19, 2019


พรบ.

คนมีรถยนต์ทุกคนคงจะคุ้นหูกันดีกับสิ่งที่เรียกว่า พรบ. เพราะมันเป็นสิ่งคู่กับรถยนต์ทุกคัน ในขณะที่บางคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันคืออะไร มีประโยชน์อย่างไร ทำไมต้องมี ไม่รู้แม้กระทั่งว่ามันย่อมาจากคำว่าอะไร บางคนรู้ว่ามันคืออะไร แต่สงสัยว่าทำไมต้องทำประกันรถยนต์เพิ่มในเมื่อรถยนต์ทุกคันนั้นมีพรบ.อยู่แล้ว วันนี้ MoneyGuru.co.th ขอมาชี้แจงแถลงไขให้ได้ทราบกันว่ามันคืออะไร และแตกต่างจากประกันรถยนต์ทั่วไปอย่างไร

พรบ. คืออะไร และย่อมาจากอะไร ?

พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถยนต์ อธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ คือประกันภัยที่จ่ายชดเชยให้กับผู้ที่ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ ในกรณีที่ต้องเข้ารับการรักษาพยาบาล ชดเชยกรณีที่ผู้บาดเจ็บสูญเสียอวัยวะหรือทุพพลภาพ และชดเชยกรณีเสียชีวิต ซึ่งเป็นประกันภัยที่กฎหมายไทยบังคับให้รถยนต์ทุกคันต้องมี

มีความคุ้มครองมีอะไรบ้าง ?

  • กรณีบาดเจ็บ จะได้รับการชดใช้เป็นค่ารักษาพยาบาลตามที่จ่ายจริง โดยจะจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นไม่เกิน 30,000 บาทต่อหนึ่งคน
  • กรณีทุพพลภาพถาวร หากผู้ประสบภัยเกิดกรณีทุพพลภาพอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยจะจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้น 35,000 บาทต่อหนึ่งคน
  • หากมีผู้ประสบภัยเสียชีวิต โดยจะได้รับค่าชดใช้เป็นค่าปลงศพ เป็นจำนวน 35,000 บาทต่อหนึ่งคน
  • กรณีบาดเจ็บและเสียชีวิตในภายหลัง หลังจากได้รับการรักษาพยาบาล จะได้รับเงินชดเชยค่ารักษาพยาบาลและค่าปลงศพเบื้องต้นรวมไม่เกิน 65,000 บาทต่อคน
  • เงินชดเชยรายวันกรณีสูยเสียรายได้ในฐานะคนไข้ใน วันละ 200 บาท แต่สูงสุดไม่เกิน 4,000 บาทหรือไม่เกิน 20 วัน

ทั้งนี้ หากได้รับการพิสูจน์แล้วว่าอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นคุณไม่ได้เป็นฝ่ายผิด จะได้รับค่าสินไหมทดแทน ดังนี้

  • กรณีบาดเจ็บ จะได้รับเงินชดเชยค่ารักษาพยาบาลตามที่จ่ายจริง หรือไม่เกิน 80,000 บาทต่อหนึ่งคน
  • เงินชดเชยกรณีสูญเสียอวัยวะ สูงสุดไม่เกิน 300,000 บาทต่อหนึ่งคน
  • เงินชดเชยกรณีเสียชีวิตหรือทุพพลภาพถาวร สูงสุดไม่เกิน 300,000 บาทต่อหนึ่งคน
  • เงินชดเชยรายวันกรณีสูยเสียรายได้ในฐานะคนไข้ใน วันละ 200 บาท แต่สูงสุดไม่เกิน 4,000 บาทหรือไม่เกิน 20 วัน

อนึ่ง ค่าสินไหมทดแทนทั้งหมดในกรณีที่ไม่ได้เป็นฝ่ายผิดรวมกันแล้วต้องไม่เกิน 304,000 บาท

อ่านเพิ่มเติม: พ.ร.บ.รถยนต์ ประกันภัยดีๆ ที่อยู่กับรถยนต์ทุกคัน

ถ้าไม่มีหรือไม่ได้ต่ออายุพรบ.จะเกิดอะไรขึ้น ?

หากรถยนต์คันใดไม่มีหรือมีแต่ขาดการต่ออายุ จะมีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท นอกจากนี้การไม่ต่ออายุจะส่งผลให้คุณไม่ได้เสียภาษีรถยนต์ ทำให้ป้ายทะเบียนขาดต่ออายุไปด้วย หากไม่ต่ออายุเป็นเวลานาน 3 ปี เลขทะเบียนของคุณจะถูกระงับ ต้องยุ่งยากเสียเวลาในการไปจดทะเบียนใหม่ที่กรมการขนส่งทางบก แถมยังต้องชำระภาษีรถยนต์คงค้างย้อนหลังที่พ่วงด้วยค่าปรับในอัตรา 1% ต่อปีอีกด้วย

พรบ. ต่างจากประกันรถยนต์อย่างไร ?

ดังที่กล่าวไว้ข้างต้นว่าพรบ.นั้นจะคุ้มครองเฉพาะผู้ประสบภัยเท่านั้น ไม่ได้ให้ความคุ้มครองใด ๆ กับตัวรถยนต์เลย หากคุณเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาคุณอาจจะมีค่าชดเชยมาช่วย ในส่วนของค่ารักษาพยาบาลของคุณและคู่กรณี แต่หากรถยนต์ของคุณเสียหายจำต้องซ่อม หรือที่แย่กว่านั้น รถยนต์เสียหายพังยับ ไฟไหม้ หรือจมน้ำไปทั้งคัน อาจจะส่งผลให้คุณต้องผ่อนซากรถต่อไปจนกว่าจะครบกำหนดสัญญากับไฟแนนซ์ แค่พูดถึงก็ไม่สนุกแล้วใช่ไหมล่ะ รถชนเกือบตายยังต้องมาจ่ายหนี้ก้อนโตอีก เหตุผลข้อนี้นี่เองที่ทำให้ประกันรถยนต์เข้ามามีบทบาทสำคัญ

ประกันรถยนต์ คืออะไร ช่วยอะไรคุณได้บ้าง ?

ประกันรถยนต์นั้นจะเข้ามาช่วยคุ้มครองความเสียหายที่เกินขึ้นกับตัวรถยนต์ หรือเรียกง่าย ๆ ว่าคุ้มครอง “หนี้” ที่คุณมีในการผ่อนรถยนต์นั่นแหละ อย่างที่บอกไปถ้ารถชนจนพังยับเยิน คุณจะได้ไม่ต้องรับภาระผ่อนซากรถยนต์ต่อไปให้ช้ำใจ และที่สำคัญประกันรถยนต์ยังมีความคุ้มครองอีกมากมายหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความคุ้มครองสูญหาย ไฟไหม้ น้ำท่วม ภัยธรรมชาติ การก่อการร้าย มีวงเงินประกันตัวผู้ขับขี่หากเกิดเหตุเป็นคดีอาญา และที่สำคัญมีวงเงินค่ารักษาพยาบาลเพิ่มเติมจากวงเงินที่คุ้มครองโดยพรบ.อีกด้วย (ที่มีวงเงินคุ้มครองเบื้องต้นเพียง 30,000 บาทต่อคนเท่านั้นเองนะ) หากคุณบาดเจ็บหนักค่ารักษาพยาบาลแพงมาก ทำประกันรถยนต์เอาไว้คุณจะได้ไม่ต้องมาเป็นหนี้ค่ารักษาพยาบาลเพิ่มไปอีกยังไงล่ะ

อ่านเพิ่มเติม: เลือกประกันภัย ชั้นไหนดีให้เหมาะกับรถยนต์ของเรา

พรบ. อย่างเดียวไม่ต้องมีประกันรถยนต์ก็ได้ จริงหรือ ?

ทีนี้มาถึงคำถามยอดฮิตที่คงมีหลายคนเคยบอกเอาไว้ ว่าจะเสียเงินซื้อประกันรถยนต์เป็นหมื่น ๆ ไปทำไม ในเมื่อมีพ.ร.บ.อยู่แล้วนี่ คำตอบคือทำได้ไม่ผิดอะไร ไม่มีกฎหมายข้อไหนบังคับให้คุณต้องทำประกันรถยนต์ ถึงได้มีคำจำกัดความให้ประกันภัยรถยนต์ว่าเป็นประกันภาคสมัครใจ แต่ต้องถามกลับมา ถ้าหากคุณขับรถไปชนจะเสียหายมากหรือน้อยก็ตาม ย่อมต้องมีการซ่อมแซมเกิดขึ้น คุณสามารถรับภาระตรงนี้ได้ไหม ? หรือหากร้ายกว่าถ้าเกิดอุบัติเหตุใหญ่ คุณจะสามารถจ่ายค่ารักษาพยาบาลแสนแพงที่นอกเหนือจากความคุ้มครองของพ.ร.บ.ได้ไหม ไหนจะมีภาระผ่อนรถที่ยังไม่ครบกำหนดสัญญาอีก ? โอเค ถ้าหากคุณเป็นคนรวยมากแบบที่รถพังก็ไม่แคร์ บาดเจ็บเข้ารักษาพยาบาลที่มีค่าใช้จ่ายสูง ๆ ได้แบบไม่ล้มละลาย ประกันภัยรถยนต์อาจจะไม่จำเป็นสำหรับคุณ แต่ถ้าคุณไม่ใช่คนรวยล้นฟ้าแบบนั้นล่ะ มีประกันรถยนต์เอาไว้ช่วยให้คุณปลอดภัยจากวิกฤติทางการเงินได้นะ

สรุปง่าย ๆ ถึงความแตกต่างก็คือพรบ.จะคุ้มครองเฉพาะค่าใช้จ่ายสำหรับบุคคลที่ประสบเหตุเท่านั้น ส่วนประกันรถยนต์จะเข้ามาช่วยคุ้มครองตัวรถยนต์และค่าใช้จ่ายสำหรับบุคคลเพิ่มเติมนั่นเอง ทีนี้ก็อยู่ที่คุณแล้วหล่ะ ว่าจะเลือกซื้อประกันรถยนต์เพิ่มเติม เพื่อลดความเสี่ยงทางการเงินเข้าไปด้วยหรือไม่ ?

รับจดหมายข่าว