ประกันภัยรถยนต์ถือเป็นสิ่งหนึ่งที่คนมีรถส่วนใหญ่เลือกทำ เพื่อตัวคุณเอง รถยนต์ของคุณ และบุคคลภายนอก ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงทางด้านการเงินหากเกิดอุบัติเหตุรุนแรงขึ้นนั่นเอง แต่หลายคนคงสงสัยกันเหลือเกินว่าเหตุใดทำไม ค่าเบี้ยประกันรถยนต์ ของแต่ละคนไม่เท่ากัน วันนี้ MoneyGuru.co.th จึงมีปัจจัยที่มีผลต่อราคาค่าเบี้ยประกันรถยนต์มาฝากคุณผู้อ่านกัน

ซื้อประกันรถยนต์รับบัตรเติมน้ำมันฟรีที่ MoneyGuru

ทำไม ค่าเบี้ยประกันรถยนต์ ของแต่ละคนไม่เท่ากัน

ค่าเบี้ยประกันรถยนต์

1. ทุนประกันสูง ค่าเบี้ยประกันรถยนต์ แพง

ทุนประกันถือเป็นปัจจัยหลักที่กำหนดค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์ ทุนประกันนี้เป็นข้อตกลงกันระหว่าง บริษัทประกันภัยกับเจ้าของรถยนต์ โดยปกติทุนประกันนี้จะไม่ครอบคลุมราคารถยนต์ทั้ง 100% แต่ครอบคลุมอยู่ที่ประมาณ 75%-80% ซึ่งคุณจะสามารถเคลมทุนประกันนี้ต่อเมื่อเกิดอุบัติเหตุหนักแบบที่ไม่สามารถซ่อมรถยนต์ได้อีกต่อไป รถยนต์ไฟไหม้ทั้งคัน หรือสูญหายไป เป็นต้น หากวงเงินทุนประกันเต็มสูงสุดที่ 80% ค่าเบี้ยประกันก็จะสูงตามไปด้วย

2. ประวัติการขับขี่ของคุณ

ในการต่อเบี้ยประกันรถยนต์ในปีถัดไป หากประวัติการขับขี่ของคุณในปีที่ผ่านมานั้นดี ไม่มีการเคลม ไม่เกิดอุบัติเหตุเลย จะเป็นส่วนช่วยสำคัญที่ทำให้เบี้ยประกันรถยนต์ของคุณถูกลงได้ ในขณะเดียวกันหากปีที่ผ่านมามีการเคลมเกิดขึ้นบ่อย ๆ ก็จะทำให้ค่าเบี้ยประกันรถยนต์ปีต่อไปของคุณสูงขึ้นด้วยเช่นกัน โดยการลดค่าเบี้ยประกันปีต่อนั้น จะลดเป็นลำดับขั้นดังนี้

  1. ขับรถดี 1 ปี ได้รับส่วนลด 20% สำหรับเบี้ยประกันปีต่อไป
  2. ขับรถดีเป็นปีที่ 2 ติดกัน ได้รับส่วนลด 30% สำหรับเบี้ยประกันปีต่อไป
  3. ขับรถดีเป็นปีที่ 3 ติดกัน ได้รับส่วนลด 40% สำหรับเบี้ยประกันปีต่อไป
  4. ขับรถดีตั้งแต่ 4 ปีขึ้นไป ได้รับส่วนลด 50% สำหรับเบี้ยประกันปีต่อไปเรื่อย ๆ

3. ประเภทของประกันภัยรถยนต์

ประกันภัยรถยนต์มีให้เลือกถึง 5 ประเภท ซึ่งแต่ละประเภทนั้นก็ให้ความคุ้มครองแตกต่างกันออกไป และตอบโจทย์กับพฤติกรรมการใช้รถที่แตกต่างกันออกไป รวมถึงราคาค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์นั้นก็แตกต่างกันด้วย

ประเภท 1 ให้ความคุ้มครองที่ครอบคลุมมากที่สุดและมีค่าเบี้ยประกันแพงที่สุด โดยจะคุ้มครองทั้งด้านทรัพย์สิน ความเสียหายของรถยนต์ ด้านชีวิตและร่างกายของทั้งเจ้าของ ผู้โดยสารในรถ และคู่กรณี  ความเสียหายจากการเกิดไฟไหม้ และรถยนต์สูญหาย

ประเภท 2 ให้ความคุ้มครองด้านชีวิตและร่างกายของเจ้าของรถและคู่กรณี ส่วนทางด้านทรัพย์สินจะคุ้มครองเฉพาะของคู่กรณีเท่านั้น และความเสียหายจากการเกิดไฟไหม้หรือรถยนต์สูญหาย โดยประกันรถยนต์ประเภท 2 นี้จะมีค่าเบี้ยประกันถูกกว่าประกันประเภท 5

ประเภท 3 ถือเป็นประกันรถยนต์ที่มีค่าเบี้ยประกันถูกที่สุด ให้ความคุ้มครองเฉพาะความเสียหายที่เกิดขึ้นกับตัวบุคคล ทั้งเจ้าของรถและคู่กรณี คือเรียกให้เข้าใจง่าย ๆ คือคุ้มครองเฉพาะด้านชีวิตและร่างกาย โดยในส่วนของทรัพย์สินจะคุ้มครองเฉพาะของคู่กรณีเท่านั้น

ประเภท 4 ให้ความคุ้มครองเฉพาะทรัพย์สินของบุคคลภายนอก ในวงเงินไม่เกิน 100,000 บาทต่อครั้ง ถือว่าเป็นประกันที่ไม่ค่อยเป็นที่นิยมมากนัก จึงไม่แปลกที่น้อยคนจะรู้ว่ามีประกันประเภทนี้อยู่ด้วย

ประเภท 5 เป็นประกัยภัยรถยนต์ที่มีราคารองลงมาจากประกันรถยนต์ประเภท 1 แบ่งออกเป็นประเภทย่อยได้อีก 2 ประเภท คือ

– ประเภท 2+ ให้ความคุ้มครองด้านทรัพย์สิน ด้านชีวิต และร่างกายของทั้งเจ้าของรถ ผู้โดยสารในรถ และคู่กรณีด้วย รวมไปความเสียหายจากไฟไหม้ รถยนต์สูญหาย แต่ในกรณีความเสียหายด้านตัวรถยนต์ จะต้องเป็นเหตุที่เกิดขึ้นกับรถยนต์ด้วยกันเท่านั้นจึงจะให้ความคุ้มครอง

– ประเภท 3+ ให้ความคุ้มครองด้านทรัพย์สิน ด้านชีวิต และร่างกายของทั้งเจ้าของ ผู้โดยสารในรถ และคู่กรณี รวมไปถึงความเสียหายด้านตัวรถยนต์ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุกับรถยนต์เท่านั้น แต่จะไม่มีความคุ้มครองรถยนต์สูญหายเหมือนกับประเภท 2+ โดยจะมีราคาใล่เลี่ยหรือถูกกว่าประกันประเภท 2+ อยู่ไม่มากนัก

4. การระบุชื่อผู้ขับขี่

การแจ้งชื่อผู้ขับขี่รถยนต์ที่ชัดเจนในขณะที่ทำประกันภัยรถยนต์ ทำให้บริษัทประกันภัยแน่ใจว่ารถยนต์คันเอาประกันไม่ได้มีการเปลี่ยนผู้ขับขี่บ่อย ๆ ซึ่งการที่รถยนต์มีผู้ขับขี่เพียงคนเดียวหรือไม่กี่คน ส่งผลให้อัตราการเกิดอุบัติเหตุนั้นลดน้อยลง และส่งผลให้ราคาเบี้ยประกันรถยนต์นั้นถูกลงไปด้วย

5. อายุและเพศของคุณ

นอกจากชื่อแล้ว อายุและเพศของคุณก็มีผลต่อราคาค่าเบี้ยประกันรถยนต์ด้วยเช่นกัน โดยผู้ขับขี่ที่มีอายุน้อยบริษัทประกันภัยจะถือว่ามีอัตราเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุมากกว่า เนื่องจากประสบการณ์การขับรถนั้นยังน้อยอยู่นั่นเอง  โดยส่วนลดจะเป็นไปตามลำดับขั้นอายุ ดังนี้

  1. อายุ 18-24 ปี ส่วนลด 5%
  2. อายุ 25-35 ปี ส่วนลด 10%
  3. อายุ 36-50 ปี ส่วนลด 15%
  4. อายุ 50 ปีขึ้นไป ส่วนลด 20%

6. ซ่อมห้างหรือซ่อมอู่

การเลือกสถานที่ซ่อมก็เป็นอีกปัจจัยที่มีผลต่อราคาค่าเบี้ยประกัน โดยการเลือกซ่อมศูนย์ซ่อมรถยนต์ หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่าซ่อมห้างนั้น จะทำให้ค่าเบี้ยประกันสูงกว่าการเลือกซ่อมกับอู่ซ่อมรถยนต์ เนื่องจากการซ่อมศูนย์นั้นมีมาตรฐานกว่า ค่าอะไหล่และค่าบริการนั้นก็จะมีราคาสูงกว่านั่นเอง

7. การกำหนดค่าเสียหายส่วนแรก

หากคุณเป็นผู้หนึ่งที่มีทักษะในการขับขี่ที่ดี มีความชำนาญในการขับรถยนต์อย่างสูง สามารถทำประกันแบบมีค่าเสียหายส่วนแรก (Deductible) ได้ ซึ่งก็คือค่าใช้จ่ายที่คุณจะต้องจ่ายเองในกรณีที่มีการเคลมเกิดขึ้น โดย คปภ. บังคับเอาไว้ไม่เกิน 5,000 บาท ส่วนที่เกิน 5,000 บาท บริษัทประกันจึงจะเข้ามารับผิดชอบ วิธีนี้จะช่วยลดเบี้ยประกันไปได้หลายพันบาทเลยทีเดียว โดยเราขอแนะนำว่าหากเกิดเหตุ แล้วค่าซ่อมรถต่าง ๆ ไม่ถึง 5,000 บาท อย่าเคลมกับบริษัทประกันจะดีกว่า เพราะคุณจะต้องเสียเงินค่าเสียหายส่วนแรก 5,000 บาทเต็มจำนวนให้บริษัทประกันภัย ต่อการเคลม 1 ครั้ง

8. ยี่ห้อและอายุของรถยนต์

รถยนต์ที่มีราคาแพงค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงหรือค่าอะไหล่ก็จะแพงกว่า ทำให้ค่าเบี้ยประกันรถยนต์นั้นสูงกว่าราคาเบี้ยประกันรถยนต์ของรถรุ่นที่มีราคาถูกกว่า นอกจากนี้ อายุของรถก็มีผลต่อเบี้ยประกันรถยนต์ด้วย โดยรถยิ่งมีอายุยาวนานเท่าไหร่ก็จะมีราคาเบี้ยที่ถูกลงไปเรื่อย ๆ รวมถึงทุนประกันซึ่งจะลดลงไป 10% ในทุก ๆ ปี ตามค่าความเสื่อมของรถยนต์นั่นเอง

ทั้ง 8 ข้อนี้เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อราคาค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์ของคุณ และทำให้ในแต่ละเคสของการประกันภัยรถยนต์มีราคาค่าเบี้ยไม่เท่ากัน ก่อนจากกันเนื่องจากในทุกวันนี้การใช้รถใช้ถนนมีโอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุได้ตลอดเวลา ดังนั้นนอกจากผู้ใช้รถทุกคนต้องไม่ประมาทและควรระมัดระวังในการขับขี่แล้ว การทำประกันรถยนต์นั้นก็เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่จะช่วยให้ท่านเพิ่มความอุ่นใจในการใช้รถใช้ถนนมากขึ้น ดังนั้นทาง www.moneyguru.co.th ต้องการที่จะช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนและลดภาระค่าใช้จ่ายด้วยการ แจกบัตรเติมน้ำมันมูลค่า 1,000 บาท เพียงแค่ท่านลงทะเบียนซื้อประกันกับ MoneyGuru…

ซื้อประกันรถยนต์รับบัตรเติมน้ำมันฟรีที่ MoneyGuru

ไม่พลาดทุกเรื่องราวข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อน กับ LINE @MoneyGuruThailand