แบตเตอรี่รถยนต์ ถึงเวลาที่คุณต้องเปลี่ยนแล้วหรือยัง?

โดย MoneyGuru, ในหมวดหมู่ "Car care"

June 6, 2017


แบตเตอรี่รถยนต์

แบตเตอรี่รถยนต์ นับว่าเป็นอุปกรณ์ในรถยนต์ที่ผู้คนส่วนใหญ่มักไม่ค่อยได้ใส่ใจมันเท่าไหร่ แต่มันคือส่วนประกอบที่สำคัญมากนะครับ เพราะแบตเตอรี่เป็นส่วนที่ทำงานตลอดเวลา แบตเตอรี่รถยนต์ไม่ใช่อุปกรณ์ที่จะสามารถอยู่กับรถเราไปได้ตลอด แต่จะต้องเปลี่ยนเมื่อใด? แล้วถ้าไม่เปลี่ยนจะเกิดผลเสียอะไรบ้าง? เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับแบตเตอรี่ให้มากขึ้น MoneyGuru.co.th จึงนำความรู้เกี่ยวกับแบตเตอรี่รถยนต์มาฝากกันในวันนี้ครับ

แบตเตอรี่รถยนต์ มีกี่ประเภท

  1. แบบเปียก เป็นแบบที่คนนิยมใช้กันเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งสามารถแบ่งประเภทย่อยออกได้อีก 2 ประเภท คือ แบบต้องเติมน้ำกลั่นบ่อย ๆ กับแบบที่เติมนาน ๆ ครั้ง (Maintenance Free) ซึ่งจะต้องเติมและใช้น้ำกลั่นปริมาณน้อยกว่า ซึ่งแบตเตอรี่แบบเปียกนี้จะมีอายุการใช้งานอยู่ที่ 1.5-2 ปี อย่างมากสุดไม่เกิน 3 ปี
  2. แบบแห้ง เป็นแบตเตอรี่ประเภทที่ไม่ต้องเติมน้ำกลั่น ไม่มีฝาเอาไว้เปิดปิดเพื่อเติมน้ำกลั่น แต่จะมีช่องเอาไว้สำหรับตรวจสอบระดับน้ำกรดและระดับไฟชาร์จ มีความอึกทนทานมากกว่า แถมยังมีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่า ประมาณ 5 – 10 ปี แต่จะมีราคาแพงกว่าแบบเปียก

ทำไมต้องหมั่นตรวจสอบสภาพการใช้งานแบตเตอรี่?

การไม่ดูแลหรือเช็คสภาพแบตเตอรี่เลย จะส่งผลให้แบตเตอรี่เสื่อมได้ ดังนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้มันเกิดขึ้น เราจึงควรหมั่นตรวจสอบสภาพการใช้งานแบตเตอรี่อย่าสม่ำเสมอ อาจจะตรวจสอบสักอาทิตย์ละ 1 ครั้ง หรือช่วงที่ต้องเดินทางไกลใช้งานรถยนต์หนัก ๆ ก็ได้ครับ ว่าไฟแบตเตอรี่หมดหรือเปล่า หากไฟจะหมดก็ควรทำการประจุไฟฟ้าขึ้นใหม่ โดยแบตเตอรี่เสื่อมนั้น อาจจะส่งผลกระทบต่อระบบไฟฟ้าของรถยนต์ได้ เช่น รถสตาร์ทไม่ติด ไดชาร์จมีปัญหา ฯลฯ

ควรเปลี่ยนแบตเตอรี่เมื่อใด?

  • เมื่อแบตเตอรี่ของคุณครบกำหนดอายุการใช้งาน แบบแห้งจะมีอายุการใช้งานประมาณ 5 ปี ส่วนแบบเปียกจะมีอายุการใช้งานอยู่ที่ประมาณ 1.5-2 ปี  ถ้าหากเกินกว่านี้ ควรรีบเปลี่ยนทันที
  • มีคราบเลอะบนแบตเตอรี่ ซึ่งแสดงว่ามีการรั่วไหลของแบตเตอรี่ แต่คุณสามารถใช้โซดาและน้ำเปล่าทำความสะอาดคราบเลอะนี้ได้ และอย่าลืมสวมถุงมือและแว่นตา เพื่อความปลอดภัยด้วยนะครับ
  • แบตเตอรี่มีกลิ่นเหม็น อาจเป็นสัญญาณว่าแบตเตอรี่ร้อนเกินไป

วิธีการดูแลแบตเตอรี่รถยนต์

  • เราควรจะตรวจสอบสภาพของแบตเตอรี่ของเราอยู่เสมอครับ โดยดูแลอย่าให้มีรอยแตกรอยร้าว เพราะจะทำให้แบตเตอรี่ไม่สามารถเก็บประจุไฟฟ้าได้อย่างที่ควร
  • เราควรทำการดูแลขั้วแบตเตอรี่ให้สะอาดอยู่เสมอ วิธีการดูแลง่ายๆ คือ ให้ทาขั้วแบตเตอรี่ด้วยวาสลีนเพื่อป้องกันไม่ให้มีคราบขี้เกลือขึ้น แต่หากมีคราบขี้เกลือขึ้นที่ขั้วแบตเตอรี่แล้ว ก็มีวิธีทำความสะอาดง่ายๆ คับนั่นก็คือการใช้น้ำร้อนราดทำความสะอาดนั่นเองครับ
  • ตรวจสอบระดับน้ำกลั่นในแบตเตอรี่อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง อย่าปล่อยให้น้ำกลั่นแห้งนะครับ ควรเติมน้ำกลั่นให้อยู่ในระดับกลางๆระหว่างขีดสูงสุดและต่ำสุดครับ แต่อย่าเติมให้เกินขีดสูงสุดนะครับ
  • ควรมีการตรวจสอบวัดระดับกระแสไฟฟ้าของแบตเตอรี่อย่างสม่ำเสมอด้วยครับ เพื่อดูว่าแบตเตอรี่เสื่อมหรือมีปัญหาอื่นๆ ในการเก็บประจุไฟฟ้าหรือไม่
  • ควรทำการตรวจเช็คระบบชาร์จไฟของอัลเตอร์เนเตอร์ด้วยว่าระบบไฟชาร์จต่ำหรือสูงเกินไปหรือเปล่า ถ้าต่ำไปเราอาจจะมีประจุไฟไม่พอใช้ทำให้มีปัญหาตอนสตาร์ทรถ หรือหากสูงไปจะทำให้น้ำกรด และน้ำกลั่นระเหย และเดือดเร็วเกินไป ซึ่งอาจจะทำให้มีปัญหาหม้อน้ำมีความร้อนสูงเกินได้ด้วยครับ
  • หากคุณอยู่ในพื้นที่ๆ มีอากาศหนาว อย่างภาคเหนือ อย่าลืมว่าประสิทธิภาพการกระจายของน้ำกรด และน้ำกลั่นจะลดลงด้วยนะครับ ดังนั้นขณะอากาศเย็นมากๆ ควรหลีกเลี่ยงการใช้กระแสไฟมากๆ นะครับ จะให้ดีจอดรถข้ามคืน ตอนเช้าควรจะสตาร์ทรถยนต์ทิ้งไว้สัก 5-10 นาทีเพื่ออุ่นเครื่องด้วยครับ
  • หากระบบไฟอ่อน หรือมีปัญหาตอนสตาร์ทเครื่อง อาจจะลองตรวจสอบไดชาร์จดูนะครับ
  • อย่าใช้น้ำกรด หรือน้ำกลั่นที่มีสารเคมีผสมนะครับ อาจจะไปกัดตัวแบตเตอรี่ทำให้มีปัญหาได้ครับ
  • ห้ามสูบบุหรี่ขณะตรวจเช็คแบตเตอรี่เป็นอันขาดนะครับเพราะอาจจะทำให้ระเบิดได้ครับ
  • สำหรับแบตเตอรี่แห้ง ตัวตาแมวของแบตเตอรี่จะเอาไว้ใช้ดูกำลังไฟนะครับ หากเป็นสีน้ำเงินเท่ากับว่าทุกอย่างปกติดี หากเปลี่ยนเป็นสีส้มหรือสีแดงหมายความว่าแบตเตอรี่มีปัญหา อาจจะต้องชาร์จไฟ หรือเติมน้ำกลั่นเพิ่ม แต่ถ้าเป็นสีขาวเลยแปลว่าแบตเตอรี่เสื่อมคุณภาพ หรือเสียแล้วก็ต้องเปลี่ยนลูกใหม่ประการเดียวครับ

แบตเตอรี่รถยนต์ถือเป็นส่วนสำคัญอีกส่วนหนึ่งของรถยนต์ ที่ต้องการการดูแลอย่างเหมาะสม เพราะอาจจะทำให้ไดชาร์จมีปัญหา เกิดการดับขึ้นกลางถนน ส่งผลให้พวงมาลัยล็อก เบรกล็อก เป็นอันตรายมากถึงชีวิต ซึ่งอาจจะร่วมถึงชีวิตของผู้ร่วมท้องถนนท่านอื่นด้วย หากคุณผู้ขับผู้หญิงไม่มีความเชี่ยวชาญเรื่องรถยนต์จริง ๆ ขอแนะนำให้เข้าศูนย์ตรวจเช็กเมื่อครบกำหนด ก็จะช่วยให้ปลอดภัยไร้กังวลมากขึ้นนะครับ

เคล็ดลับการเงิน

เปรียบเทียบข้อเสนอที่ดีที่สุดในเวลาเพียงหนึ่งนาที!

เพิ่มเพื่อน