ใช้จ่ายที่ต่างประเทศ ใช้บัตรเครดิต เดบิต หรือเงินสด ดีกว่า?

|Posted by | Credit Card, Financial Tips, Lifestyle
Tags: , , , ,
ใช้จ่ายที่ต่างประเทศ
หากคุณจะไปเที่ยวเมืองนอก คุณคิดว่า ใช้จ่ายที่ต่างประเทศ ด้วยบัตรเครดิต บัตรเดบิต หรือเงินสด ดีกว่ากัน? คุ้มกว่ากัน? วันนี้ MoneyGuru.co.th จะมาเปรียบเทียบให่เห็นกันชัด ๆ ว่าการใช้จ่ายแบบต่าง ๆ มีข้อดีข้อเสียอย่างไร !

1. บัตรเครดิต

เหมาะสำหรับ : ซื้อสินค้าหรือใช้บริการร้านค้าที่มีราคาแพง เช่น ซื้อตั๋วเครื่องบิน จองตั๋วโรงแรม เช่ารถยนต์ หรือจ่ายค่าอาหารตามภัตตาคารหรู เป็นต้น
ข้อดี : การใช้บัตรเครดิตจะมีประโยชน์มากที่สุด หากคุณซื้อสินค้าหรือใช้บริการที่มีราคาสูง  มีความปลอดภัยในการใช้จ่าย ทำให้ไม่ต้องกำเงินสดก้อนใหญ่ ๆ เอาไว้ล่อตาโจร หากคุณต้องการยกเลิกค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ก็สามารถทำได้ โดยสามารถรับเครดิตกลับคืนเข้าบัญชีอย่างรวดเร็วภายใน 1-2 วัน และที่สำคัญ บัตรเครดิตยังมีประกันการเดินทางให้คุณและครอบครัวแบบฟรี ๆ ซึ่งยอดทุนประกันนั้นสูงหลักล้านบาทเลยทีเดียว
ข้อเสีย : ร้านอาหารบางร้านหรือแม้กระทั่งโรงแรมบางแห่ง จะไม่สามารถใช้บัตรเครดิตในการชำระได้ หรือบางแห่งอาจจะไม่รับบัตร VISA, MasterCard, JCB หรืออย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนั้นคุณจึงจำเป็นต้องมีบัตรเครดิตที่แตกต่างกันเพื่อความครอบคลุม อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายใด ๆ ที่เกิดจากการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต (รวมถึงการเบิกเงินสด) ที่เป็นสกุลเงินตราต่างประเทศ จะถูกเรียกเก็บเป็นเงินบาทไทย ตามอัตราแลกเปลี่ยนที่ธนาคารถูกเรียกเก็บจาก ผู้ให้บริการเครดิต (เช่น VISA, MasterCard etc.) ที่ธนาคารเป็นสมาชิกอยู่ ณ วันที่มีการเรียกเก็บยอดค่าใช้จ่ายดังกล่าว
ทั้งนี้ หากสกุลเงินต่างประเทศดังกล่าวไม่ใช่สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ยอดค่าใช้จ่ายดังกล่าวอาจจะถูกแปลงเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ก่อนที่จะทำการแปลงเป็นสกุลเงินบาทเพื่อเรียกเก็บกับธนาคาร โดยธนาคารต่าง ๆ จะคิดค่าความเสี่ยงจากการแปลงสกุลเงินดังกล่าวในอัตราไม่เกินร้อยละ 1-2.5 จากยอดค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่เกิดจากการแปลงสกุลเงินดังกล่าวข้างต้น นั่นทำให้หากคุณใช้จ่ายด้วยบัตรเครดิตมากเกินไป โดยที่ไม่สามารถชำระเงินคืนบัตรเครดิตเต็มจำนวนได้ อาจจะทำให้คุณเกิดภาระหนี้สินจำนวนมากได้นั่นเอง

2. บัตรเดบิต หรือ บัตรเอทีเอ็ม

เหมาะสำหรับ: ใช้จ่ายสิ่งของหรือบริการทุกอย่างในต่างประเทศ
ข้อดี : การใช้บัตรเดบิต จะสามารถช่วยให้คุณเบิกถอนเงินสดของต่างประเทศนั้น ๆ ออกมาใช้ได้อย่างสะดวก ผ่านทางตู้ ATM (สำหรับบัตรวีซ่าเดบิต คุณต้องมองหาตู้เอทีเอ็มที่มีโลโก้ VISA หรือ PLUS) และคุณยังสามารถใช้บัตรเดบิตรูดซื้อสินค้าได้โดยไม่เสียค่าธรรมเนียมด้วย ตราบใดที่คุณยังมีเงินในบัญชีของบัตรเดบิตใบนั้น (แต่จะต้องเสียค่าความเสี่ยงการเปลี่ยนแปลงสกุลเงิน ร้อยละ 1-2.5 ของยอดเงินที่ใช้จ่ายไป)  โดยที่ไม่ต้องเสียดอกเบี้ยหรือเป็นหนี้แบบบัตรเครดิต เปรียบเทียบง่าย ๆ ก็เหมือนกับการใช้เงินสดในรูปแบบบัตร
ข้อเสีย : การใช้จ่ายด้วยบัตรเดบิต เงินจะถูกตัดออกจากบัญชีของคุณทันที ดังนั้นคุณจำเป็นต้องมีเงินคงเหลืออยู่ในบัญชีมากพอที่จะครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมด หากมีข้อผิดพลาด สินค้ามีการชำรุด หรือบริการไม่เป็นไปตามที่คุณตกลงกับห้างร้าน แล้วต้องการจะยกเลิกการชำระเงินจะทำได้ยากมาก อาจจะต้องเสียเวลาเป้นเดือน ๆ กว่าจะได้ยอดเงินที่ตัดไปแล้วกลับมา และที่สำคัญการเบิกถอนเงินสดจากตู้เอทีเอ็มในต่างประเทศจะมีค่าธรรมเนียมค่อนข้างสูง ดังนั้น กรุณาสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมกับทางธนาคารผู้ออกบัตรของคุณก่อนนะคะ

3. เงินสด

เหมาะสำหรับ :  ใช้ใน 24 ชั่วโมงแรกของการเดินทาง หรือจนกว่าคุณจะเจอตู้เอทีเอ็มที่ใกล้ที่สุด
ข้อดี : การมีเงินสดติดตัวมันจะทำให้คุณอุ่นใจกว่า เพราะคุณจะสามารถจับจ่ายซื้อของได้ทันที เช่น ซื้ออาหารที่สนามบิน หรือจ่ายค่าแท็กซี่ เป็นต้น อีกทั้งการมีเงินสดจะทำให้คุณไม่ต้องพบเจอกับปัญหาวุ่นวายต่าง ๆ อย่างเช่น กรณีที่สนามบินไม่มีตู้เอทีเอ็ม หรือการที่คุณมาถึงหลังจากที่สำนักงานแลกเปลี่ยนเงินปิดทำการ หรือไม่ต้องหงุดหงิดใจกรณีที่ไปเจอร้านค้าที่ไม่รับบัตรเครดิต
ข้อเสีย : สิ่งแรกคือความเสี่ยงจากการถูกขโมย และอันตรายจากการปล้น การถืองบทั้งหมดในการท่องเที่ยวของคุณเป็นเงินสด อาจจะทำให้เป็นจุดสนใจของเหล่ามิจฉาชีพได้มาก สิ่งต่อมาคือ หากคุณแลกเปลี่ยนเงินสดก่อนที่คุณจะเดินทางออกนอกประเทศ คุณอาจจะไม่ได้รับอัตราการแลกเปลี่ยนที่ดีนัก และอาจยังต้องเสียค่าธรรมเนียมที่แพงอีกด้วย อย่างไรก็ตาม หากคุณมาแลกเปลี่ยนเงินในธนาคารต่างประเทศ หรือที่สนามบินของต่างประเทศ คุณอาจได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมในการแลกเปลี่ยน หรือทางธนาคารอาจลดค่าธรรมเนียมให้ค่ะ
จะเห็นว่าการใช้จ่ายแต่ละแบบมีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกันออกไป หากคุณผู้อ่านจะไปเที่ยวเมืองนอก ก็ควรเลือกการใช้จ่ายที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคุณจะดีที่สุด เพราะการใช้ชีวิตของแต่ละคนไม่เหมือนกันนั่นเองค่ะ และหากคุณผู้อ่านท่านใดสนใจอ่านบทความเกี่ยวกับบัตรเครดิตเพิ่มเติม สามารถกด subscribe ได้เลยค่ะ บทความสาระความรู้แบบนี้จะส่งตรงไปยังอีเมลของคุณทุกสัปดาห์
เปรียบเทียบบัตรเครดิต