กู้เงินไม่ผ่าน เกิดจากสาเหตุใด? ทำไมถึงไม่อนุมัติ?

|Posted by | Banking and Finance, Financial Tips, Loans
Tags: , , ,

กู้เงินไม่ผ่าน

การที่คุณจะซื้อของชิ้นใหญ่หรือของที่มีราคาสูงมากมาก เช่น บ้านหรือรถยนต์นั้น แน่นอนต้องพึ่งพาการกู้เงินกู้สินเชื่อ เพราะคงเป็นการยากที่คุณจะซื้อด้วยเงินสดก้อนใหญ่ แต่ไม่ใช่ทุกการขอกู้จะได้รับการอนุมัติ แล้วทำไมคุณจึง กู้เงินไม่ผ่าน ล่ะ? โดยทั่วไปแล้วธนาคารหรือสถาบันการเงินส่วนใหญ่จะใช้หลัก 5 Cs ซึ่งวันนี้ MoneyGuru.co.th จะมาชี้แจงให้ทราบว่ามีอะไรบ้าง

1. คุณสมบัติของผู้ขอกู้สินเชื่อ (Character)

คุณสมบัติส่วนตัวของผู้ขอกู้สินเชื่อนั้นถือเป็นปัจจัยสำคัญ ในการอนุมัติสินเชื่อของธนาคารหรือสถาบันการเงิน โดยตัวผู้ขอกู้สินเชื่อจะต้องมีอายุที่อยู่ในเกณฑ์การอนุมัติคือ 20 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป หากมีอายุต่ำกว่าเกณฑ์ผู้กู้อาจจะยังไม่เป็นผู้ที่สามารถสร้างรายได้ได้ด้วยตัวเอง อาจจะไม่มีความสามารถในการชำระหนี้ และต้องมีอายุไม่เกินกว่า 60 ปี หากเกินกว่านี้ธนาคารหรือสถาบันการเงินจะถือว่าคุณอยู่ในช่วงวัยเกษียณและเป็นผู้ไม่มีรายได้ (แม้ว่าในความเป็นจริงคุณจะทำงานอยู่ก็ตาม) โดยหลักเกณฑ์สากลในการขอกู้สินเชื่อว่าจะผ่านหรือไม่นั้นคือ การนำอายุของผู้กู้มารวมกับระยะเวลาที่ขอกู้ หากเกินกว่า 60 ปี (หรือสูงสุด 65 ปี) จะถือว่าผู้ขอกู้ไม่ผ่านเกณฑ์การอนุมัติ

นอกจากในเรื่องของอายุแล้ว อาชีพหน้าที่การงานของผู้ขอกู้สินเชื่อ ก็เป็นอีกส่วนสำคัญในการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อของธนาคารและสถาบันการเงินต่าง ๆ เพราะหากแม้ผู้ขอกู้สินเชื่อจะมีอายุที่อยู่ในเกณฑ์ที่สามารถกู้ได้ แต่หากมีอาชีพไม่เป็นหลักเป็นแหล่งหรือมีอาชีพที่ไม่มีรายได้แน่นอน ก็ถือว่าตัวผู้ขอกู้สินเชื่อไม่มีความน่าเชื่อถือและมีความเสี่ยงที่จะผิดนัดชำระหนี้กลายเป็นหนี้เสียได้

2. ความสามารถในการชำระหนี้ (Capacity)

นอกจากอายุของผู้ขอกู้แล้ว ธนาคารหรือสถาบันการเงินยังพิจารณาในส่วนของความสามารถทางการเงิน หรือที่เรียกให้เข้าใจง่าย ๆ เลยคือ ความสามารถในการจ่ายหนี้ของผู้ขอกู้สินเชื่อด้วย ว่าจะสามารถชำระหนี้ได้อย่างสม่ำเสมอหรือไม่ ซึ่งหากคุณขอกู้ในวงเงินที่สูงเกินกว่าความสามารถในการชำระหนี้ โดยพิจารณาจากหนี้สินปัจจุบันของผู้ขอกู้สินเชื่อ ว่าภาระหนี้รวมทั้งหมดไม่ว่าจะเป็น บัตรเครดิต ค่าผ่อนรถ บัตรกดเงินสด เป็นยอดขั้นต่ำต่อเดือนนั้นเกิน 60% ของรายได้ต่อเดือนที่คุณได้รับหรือไม่? และอัตราการผ่อนชำระสินเชื่อต่อเดือนที่คุณกำลังขอกู้นั้นเกินกว่า 30% ของรายได้ต่อเดือนของคุณหรือไม่? ถ้าหากว่าตรงตามข้อใดข้อหนึ่งที่กล่าวมา ธนาคารหรือสถาบันการเงินก็อาจจะไม่อนุมัติสินเชื่อให้กับคุณ

ที่สำคัญคือ ธนาคารหรือสถาบันการเงินจะเข้าไปตรวจสอบรายงานประวัติเครดิตของคุณ ที่ถูกเก็บบันทึกเอาไว้ที่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร) ว่าคุณมีประวัติการชำระหนี้ที่ผ่านมาเป็นอย่างไร มีการชำระล่าช้าหรือผิดนัดชำระหรือไม่? ซึ่งแม้คุณจะผ่านคุณสมบัติทางด้านความสามารถทางการเงินข้างต้น แต่หากมีประวัติว่าเคยค้างชำระหรือเคยชำระล่าช้า ซึ่งไม่มีความน่าเชื่อถือและมีความเสี่ยงต่อการเบี้ยวหนี้ ธนาคารหรือสถาบันการเงินก็จะไม่อนุมัติสินเชื่อให้กับคุณเช่นกัน

3. เงินทุนหรือสินทรัพย์ (Capital)

ธนาคารหรือสถาบันการเงินจะพิจารณา เงินทุน สินทรัพย์ หรือเงินฝากในบัญชีของผู้ขอสินเชื่อ ว่ามีสภาพคล่องมากน้อยแค่ไหน เพราะถือเป็นหลักประกันอย่างหนึ่งและจำเป็นอย่างมากในการขอกู้สินเชื่อธุรกิจ แม้ว่าสินทรัพย์เหล่านี้จะไม่ได้มีเอาไว้เพื่อการชำระหนี้ แต่ก็ถือเป็นแหล่งเงินสำรองที่สามารถนำมาชำระหนี้ได้ ถ้าหากผู้ขอกู้สินเชื่อมีเงินทุน สินทรัพย์ หรือเงินฝาก ในบัญชีในระดับที่มีความน่าเชื่อถือการอนุมัติสินเชื่อก็จะง่ายมากขึ้น เพราะหากมีข้อผิดพลาดใด ๆ เกิดขึ้นทำให้ผู้ขอกู้สินเชื่อไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด ธนาคารหรือสถาบันการเงินก็ยังวางใจว่าผู้ขอกู้สินเชื่อยังมีเงินทุน เงินฝาก หรือสินทรัพย์อื่น ๆ มาชำระหนี้แทนนั่นเอง

4. หลักประกัน (Collateral)

ในการขอสินเชื่อก้อนใหญ่มาก ๆ อย่างสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย อสังหาริมทรัพย์ที่คุณต้องการกู้เงินไปซื้อนั้นจะกลายเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน ซึ่งการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อนี้นั้นก็จะต้องดูที่สภาพคล่องของตัวหลักประกันนี้ด้วย ถ้าหากว่าคุณไม่สามารถชำระหนี้ได้ ทำให้ธนาคารหรือสถาบันการเงินมีความจำเป็นนำหลักประกันนี้ออกขายสู่ตลาด จะสามารถขายออกไปได้อย่างง่ายดายหรือไม่ คำจำกัดความของหลักทรัพย์ค้ำประกันที่มีสภาพคล่องสูงนั้นก็คือ ที่ดินหรือบ้านจัดสรรที่มีถนนเข้าออกได้สะดวก มีระบบสาธารณูปโภคต่าง ๆ หรือไม่ รวมไปถึงระยะทางไปสู่สถานอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ซึ่งล้วนแต่เป็นสิ่งที่ผู้คนต้องการในการซื้อที่อยู่อาศัยนั่นเอง อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือ หากคุณขอกู้ในวงเงินที่เกินกว่าราคาตลาดธนาคารหรือสถาบันการเงินจะไม่อนุมัติสินเชื่อให้กับคุณ เพราะหลักประกันจะต้องสามารถตีค่ากลับมาเป็นเงินทดแทนการชำระหนี้ได้มากกว่าจำนวนหนี้หรือเทียบเท่า

5. ปัจจัยภายนอก (Conditions)

ในส่วนนี้ จะกล่าวถึงสิ่งที่ผู้ขอกู้สินเชื่อไม่สามารถควบคุมได้ เพราะเป็นปัจจัยภายนอกหรือสภาพแวดล้อมรอบตัวที่มีผลถึงตัวผู้ขอสินเชื่อ เช่น เศรษฐกิจในขณะนั้น ภาวะเงินเฟ้อ หรือปัญหาสงคราม เป็นต้น เหล่านี้ล้วนมีผลกระทบต่อความมั่นคงของการงานและรายได้ของผู้ขอกู้สินเชื่อทั้งสิ้น และถ้าหากว่าผู้ขอสินเชื่อมีปัญหา แน่นอนว่าการชำระหนี้ของผู้ขอสินเชื่อก็จะต้องมีปัญหาตามมาด้วย หากเศษฐกิจในขณะนั้นส่งผลต่อกิจการของผู้ขอกู้สินเชื่อโดยตรงก็ถือว่ามีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นหนี้เสีย เป็นสาเหตุทำให้ธนาคารหรือสถาบันการเงินไม่อนุมัติสินเชื่อให้กับคุณ

6. กู้เงินไม่ผ่าน เพราะสถาบันการเงินเอง

ในส่วนนี้เป็นอีกส่วนหนึ่งที่อยู่นอกเหนือจากการควบคุมของผู้ขอกู้สินเชื่อ และไม่ได้อยู่ใน 5 Cs ดังที่เรากล่าวไปข้างต้น เพราะเป็นเรื่องภายในของธนาคารหรือสถาบันการเงินที่คุณไปขอกู้เงิน เนื่องจากสถาบันการเงินแต่ละแห่งนั้นมีนโยบายในการอนุมัติสินเชื่อที่แตกต่างกันออกไป อาจจะอยู่ในรูปแบบข้อจำกัดต่าง ๆ เช่น จำนวนขั้นต่ำ-สูงสุดในการอนุมัติสินเชื่อ หรือในรูปแบบจำกัดการปล่อยกู้ให้กับหลักประกันบางประเภท เช่น ที่ดินเปล่า ห้องชุด เป็นต้น รวมไปถึงอัตราดอกเบี้ยต่าง ๆ ซึ่งเป็นการออกนโยบายเพื่อลดความเสี่ยงจากหนี้เสียที่เกิดจากผู้ขอกู้สินเชื่อที่เน้นเก็งกำไรหรือลงทุนจำนวนมาก ดังนั้น ควรปรึกษากับเจ้าหน้าที่ของธนาคารหรือสถาบันการเงินหลาย ๆ แห่งก่อนที่จะตัดสินใจขอกู้สินเชื่อ และเลือกกู้สินเชื่อกับธนาคารหรือสถาบันการเงินที่ตรงกับความต้องการของคุณที่สุด

หากว่าผู้ขอกู้สินเชื่อไม่ได้รับการอนุมัติสินเชื่อ คุณสามารถยื่นเรื่องขอเหตุผลในการไม่อนุมัติต่อธนาคารหรือสถาบันการเงินได้ โดยธนาคารหรือสถาบันการเงินจะส่งเหตุผลในการปฏิเสธสินเชื่อเป็นลายลักษณ์อักษร ประโยชน์ของส่วนนี้ก็คือ คุณจะได้นำเหตุผลที่ธนาคารหรือสถาบันการเงินมอบให้คุณ ไปปรับปรุงและพัฒนาศักยภาพของตัวคุณเองให้เหมาะสมกับการอนุมัติสินเชื่อครั้งต่อไปในอนาคตนั่นเอง หากคุณต้องการอ่านบทความทางการเงินเพิ่มเติม สามารถกด subscribe เว็บไซต์ MoneyGuru.co.th ของเรา เราจะส่งบทความสาระดีดีไปให้คุณทางอีเมลทุกสัปดาห์เลยค่ะ

เคล็ดลับการเงิน