ธนาคารไทย เรียกเก็บ ค่าธรรมเนียม สูงเกินไปหรือไม่?

โดย MoneyGuru, ในหมวดหมู่ "Banking & Finance"

November 16, 2015


TH_BahtHitsLowestPointIn6Years_blog

เชื่อว่า ทุกคนคงเป็นลูกค้าธนาคารกันใช่ไหมครับ แล้วเคยคิดบ้างไหมครับว่าเวลาที่ขอรับบริการจากธนาคารแล้วธนาคารเรียกเก็บค่าบริการนั้น มันสมเหตุสมผลหรือไม่ เช่น ค่าถอนเงินต่างสาขา ค่าถอนเงินผ่านบัตรเครดิต ค่านับเหรียญ หรือเวลาที่ชำระหนี้เงินกู้ที่จะต้องจ่ายดอกเบี้ย เคยสงสัยหรือไม่ครับ ว่าดอกเบี้ยนั้นสูงเกินไปหรือเปล่า ถ้าสงสัยล่ะก็ วันนี้ MoneyGuru.co.th ได้มีข้อคิดข้อเขียนของ Murray Hunter นักวิชาการด้านธรุกิจและนโยบายสาธารณะในภูมิภาคเอเชีย มาเสนอให้ท่านผู้อ่านได้รับรู้เกี่ยวกับการเรียกเก็บเงินของธนาคารในประเทศไทยกันครับ

ธนาคารไทยเรียกเก็บค่าใช้จ่ายที่ไร้เหตุผล?

เมื่อสำรวจประเทศไทยดูแล้ว พบว่า หลาย ๆ คนกำลังดิ้นรนในการหาเงินมาชำระหนี้ให้กับธนาคาร และยังมีข่าวที่ว่า ธนาคารไทยเรียกเก็บค่าใช้จ่ายที่ไร้เหตุผลอยู่บ่อย ๆ อีกด้วย แถมในหนังสือท่องเที่ยว ก็ได้มีคำเตือนเกี่ยวกับอัตราแลกเปลี่ยนที่ไม่ดีในสนามบินของประเทศไทย
และในขณะที่เศรษฐกิจกำลังชะลอตัว แต่ธนาคารกลับได้รับผลกำไรสูงมาก เมื่อเทียบกับธนาคารในประเทศเพื่อนบ้าน สิ่งเหล่านี้ ทำให้เกิดคำถามขึ้นว่า ‘ธนาคารไทยเรียกเก็บค่าใช้จ่ายสูงเกินไปหรือไม่?’ เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ถ้าใช่ แล้วทำไมถึงต้องสูงขนาดนั้น หรือว่าเรากำลังถูกธนาคารรุมทึ้งอยู่??

ค่าใช้จ่ายที่ธนาคารไทยเรียกเก็บ

นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายที่ธนาคารไทยเรียกเก็บที่มักเป็นปัญหาเสมอ คือ ค่าธรรมเนียมในการถอนเงิน โดยใช้บัตรเครดิตระหว่างประเทศ ในอัตราร้อยละ 2-5 และยังมีข้อตำหนิเรื่องเงินที่รัฐบาลเรียกเก็บราว ๆ 150 บาท สำหรับการถอนเงินโดยใช้บัตรเดบิตหรือบัตรเครดิตต่างประเทศ และธนาคารยังเรียกเก็บเงินราว ๆ 200 บาทสำหรับการออกใบรับรองสถานะทางการเงิน เช่น ใบรับรองสถานะทางการเงินที่ใช้สำหรับการขอวีซ่า บางธนาคารยังเรียกเก็บแม้แต่การอัพเดทสมุดบัญชีให้เป็นปัจจุบันอีกด้วย
ในทำนองเดียวกัน ระบบคอมพิวเตอร์ของธนาคารไทยจะถูกรวมศูนย์ไว้ที่ส่วนกลาง แต่ก็ยังเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการถอนเงินจากธนาคารเดียวกันแต่ต่างสาขา ซึ่งจะถูกเทียบเป็นค่าโอนเงินต่างสาขา จะเก็บราว ๆ 30 บาท และสามารถเพิ่มขึ้นถึง 1,000 บาทเมื่อถอนเงิน 100,000 บาทขึ้นไปในบางธนาคาร และธนาคารไทยยังเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการถอนเงินผ่านตู้ ATM นอกเขตที่กำหนด และยังรวมไปถึงการถอนเงินผ่านตู้ ATM ของธนาคารที่ไม่ใช่เจ้าของบัตรอีกด้วย บางทีก็ยังเรียกเก็บค่านับเหรียญอีก

ธนาคารไทยมีดอกเบี้ยเงินกู้สูงที่สุดในภูมิภาค

นอกจากนี้ ในส่วนของอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ กรณีนำอสังหาริมทรัพย์มาจำนองของธนาคารไทย อยู่ที่ร้อยละ 12 ซึ่งเป็นอัตราที่สูงที่สุดในภูมิภาค เมื่อเทียบกับฟิลิปปินส์ ที่ใช้อัตราร้อยละ 10.5 อินโดนีเซียร้อยละ 11 มาเลเซียร้อยละ 10.5 ออสเตรเลียร้อยละ 10.99
ส่วนอัตราดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารไทย กลับต่ำที่สุดในภูมิภาค เพียงร้อยละ 0.5 เท่านั้น เมื่อเทียบกับฟิลิปปินส์ที่ใช้อัตราร้อยละ 0.5 อินโดนีเซียร้อยละ 2 มาเลเซียร้อยละ 2.45 ออสเตรเลียร้อยละ 5.13 และอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำของไทย ก็ยังคงอยู่ในอันดับต่ำที่สุดในภูมิภาคด้วย โดยจะอยู่ที่ร้อยละ 1.15-2.80 เท่านั้น เมื่อเทียบกับฟิลิปปินส์ที่ใช้อัตราร้อยละ 1.5 มาเลเซียร้อยละ 4.2 อินโดนีเซียร้อยละ 6.5 และออสเตรเลียร้อยละ 3.25
ดอกเบี้ยบัตรเครดิตของธนาคารไทยก็สูงที่สุดในภูมิภาคเช่นกัน ปกติจะอยู่ที่อัตราร้อยละ 20 สรุปแล้ว คนไทยที่เป็นลูกค้าธนาคารไทยต้องจ่ายค่าใช้จ่ายในการรับบริการ และดอกเบี้ยเงินกู้สูงที่สุดในภูมิภาค แต่ได้รับดอกเบี้ยเงินฝากที่ต่ำที่สุด

หนี้สินบีบคั้นการทำกำไรของธนาคาร

ในช่วงเวลานี้ เป็นช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว สภาพคล่องของครัวเรือนไทยมีต่ำ ทำให้ยากที่จะหาเงินมาชำระหนี้ธนาคารได้ โดยเฉพาะคนที่ประกอบธุรกิจส่วนตัว หรือไม่ได้ทำงานประจำ การยกเว้นภาษีตามนโยบายรถคันแรกไม่ได้ประสบความสำเร็จเท่าใดนัก คนเริ่มคืนรถกันเข้ามามาก สินเชื่อด้อยคุณภาพกำลังเพิ่มขึ้นในประเทศไทย สิ่งเหล่านี้ กำลังบีบคั้นการทำกำไรของธนาคาร ครัวเรือนไทยกำลังติดอยู่ในกับดักหนี้สินที่ยากจะแก้ปัญหาได้ อัตราการว่างงานกำลังเพิ่มขึ้น กิจการเล็ก ๆ ก็ล้มละลายมากขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้เอง ที่ทำให้หนี้สินมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ถ้าเศรษฐกิจของไทยไม่ฟื้นตัวภายในไม่กี่เดือนข้างหน้า กับดักหนี้สิ้นจะพาคนไทยจำนวนมากไปสู่หุบเหวทางการเงิน และสังคมจะประสบกับความยากลำบาก เพราะคนไทยร้อยละ 56 ไม่สามารถเก็บเงินเพื่อสร้างอนาคตได้

ธนาคารไทยเรียกเก็บค่าใช้จ่ายต่าง ๆ สูง เพื่อรองรับปัญหาหนี้เสียที่อาจเกิดขึ้น

นี่เป็นจุดอ่อนของธนาคารไทย ที่ค่อนข้างระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ ธนาคารไทยจึงเรียกเก็บค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ค่อนข้างสูงเพื่อรองรับปัญหาหนี้เสียที่อาจเกิดขึ้น และเพื่อให้ธนาคารยังสามารถทำกำไรต่อไปได้
ปกติแล้ว ธนาคารจากต่างประเทศจะจำกัดการประกอบกิจการของตนเอง จะจำกัดสาขาที่จะประกอบการในประเทศไทย ทำให้ธนาคารไทยไม่มีคู่แข่งมาก ธนาคารไทยจะต้องได้รับการท้าทายจากคู่แข่งใหม่ ๆ ที่เสนออัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่สูงกว่า และค่าใช้จ่ายในการรับบริการที่ต่ำกว่า แต่ว่ามันไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้เลย ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปในทางที่ขัดแย้งกับนโยบายที่ธนาคารควรมี

ธนาคารประสบกับความยากลำบากในการทำกำไร

และด้วยสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวทั้งของไทยและจีน การรัฐประหาร และการปิดตัวลงของธุรกิจรายย่อย ทำให้ธนาคารประสบกับความยากลำบากในการทำกำไร รวมถึงไม่ยอมลดค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บจากลูกค้า หรือบรรเทาอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ให้กับลูกค้าได้
นอกจากนี้ ธนาคารไทยยังต้องพบเจอกับการยึดอสังหาริมทรัพย์ที่นำมาจำนอง และการคืนสินค้าที่ซื้อผ่านการให้สินเชื่อจำนวนมาก เพราะสิ่งเหล่านี้ ทำให้ลูกค้าต้องเจอกับปัญหาหนี้สินในชีวิต แต่อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยก็มีระบบธนาคารทางเลือกที่ดำเนินการอยู่ โดยใช้ระบบสหกรณ์ ซึ่งการฝากเงินและให้สินเชื่อในระบบสหกรณ์นั้น จะไม่ยึดถือผลประโยชน์เป็นตัวตั้ง และมีการดำเนินการกันมากในพื้นที่ชนบท โดยสมาชิกจะเป็นผู้ดำเนินการเพื่อสมาชิก

ระบบสหกรณ์อาจเป็นคำตอบ ในการพยุงเศรษฐกิจให้ผ่านพ้นจากความยากลำบาก

ทั้งนี้ ระบบสหกรณ์จะให้ดอกเบี้ยเงินฝากที่สูงและเก็บอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ต่ำกว่าธนาคารพาณิชย์ เพราะเป็นการกู้และจัดการโดยสมาชิกในท้องถิ่นเอง รวมถึงระบบสหกรณ์ อาจเป็นสิ่งที่ดีในการพยุงเศรษฐกิจให้ผ่านพ้นจากความยากลำบาก ที่จะมาพร้อมกับสภาวะเศรษฐกิจถดถอยก็เป็นได้
ทั้งหมดนี้ เป็นข้อเขียนที่ Murray Hunter ได้ฝากไว้ให้เป็นข้อเตือนใจกับธนาคารไทย และคนไทยที่เป็นลูกค้าธนาคาร พร้อมกับเสนอระบบการฝากเงินและกู้เงินทางเลือก คือ ระบบสหกรณ์ มาให้อีกด้วย และหากคุณผู้อ่านสนใจเคล็ดลับเกี่ยวกับการเงินอื่น ๆ สามารถติดตามต่อได้ที่ บล็อก ของ MoneyGuru.co.th ครับ
TH_CTA_generic_01
ข้อมูลอ้างอิงจาก: Asiancorrespondent

เปรียบเทียบข้อเสนอที่ดีที่สุดในเวลาเพียงหนึ่งนาที!

เพิ่มเพื่อน